ธนพรขยี้สุริยะ ปมงบ 8 พันล้านซื้อรถเกี่ยวข้าว EV

ประเด็นรถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า หรือรถเกี่ยวข้าว EV กลายเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองอย่างมาก หลังมีแนวคิดขอรับการจัดสรรงบประมาณประมาณ 8,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรสำหรับช่วยเหลือเกษตรกรและลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเก็บเกี่ยว แม้แนวคิดนี้ฟังดูสอดคล้องกับการนำเทคโนโลยีใหม่มาช่วยชาวนา แต่ก็มีคำถามสำคัญเกี่ยวกับงบประมาณ ความคุ้มค่า และวิธีบริหารจัดการที่ควรได้รับคำตอบอย่างชัดเจน

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์ด้านรัฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะตัวเลขงบประมาณ 8,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับจำนวนรถเกี่ยวข้าว 500 คัน จะคิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยประมาณคันละ 16 ล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายอยากทราบว่า รถเกี่ยวข้าว EV ที่จะจัดซื้อมีคุณสมบัติพิเศษหรือเทคโนโลยีใดที่ทำให้ราคาสูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูหลายเท่า

ธนพรขยี้สุริยะ ปมงบ 8 พันล้านซื้อรถเกี่ยวข้าว EV

ข้อสังเกตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าไม่มีประโยชน์ เพราะรถเกี่ยวข้าว EV อาจช่วยลดการใช้น้ำมัน ลดมลพิษ และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวได้จริง อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้งบประมาณก้อนใหญ่ รัฐบาลควรแสดงข้อมูลต้นทุนอย่างละเอียด ตั้งแต่ราคาจัดซื้อ ราคากลาง ค่าแบตเตอรี่ ค่าใช้จ่ายในการชาร์จ ตลอดจนค่าบำรุงรักษาและอายุการใช้งานของเครื่องจักร

ธนพรขยี้สุริยะ กับคำถามเรื่องความคุ้มค่าของรถเกี่ยวข้าว EV

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์แบบเดิมมาใช้พลังงานไฟฟ้า แต่คือการพิสูจน์ว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด หากภาครัฐจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวจำนวนมาก แต่ไม่มีระบบกระจายเครื่องจักรที่ดี รถเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกใช้งานเต็มประสิทธิภาพ หรืออาจกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่จนชาวนาส่วนใหญ่เข้าถึงไม่ได้

นอกจากนี้ ยังต้องตอบให้ได้ว่าใครจะเป็นผู้ดูแลรถเกี่ยวข้าว EV แต่ละคัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สหกรณ์การเกษตร หรือศูนย์บริการในพื้นที่จะมีบทบาทอย่างไร และเกษตรกรจะจองใช้งานผ่านระบบใด หากมีค่าใช้บริการ จะคิดในอัตราเท่าไรเมื่อเทียบกับรถเกี่ยวข้าวทั่วไป รวมถึงจะมีมาตรการช่วยเหลือในช่วงที่แบตเตอรี่เสื่อมหรือเครื่องจักรเกิดความเสียหายหรือไม่

ประเด็นเรื่องจำนวนรถก็เป็นอีกจุดที่สังคมต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะมีการชี้แจงว่าตัวเลข 500 อาจหมายถึงการจัดซื้อเพื่อรองรับศูนย์บริการ 500 แห่ง ไม่ได้หมายความว่าจะมีรถเพียง 500 คันเท่านั้น และอาจมีการจัดซื้อจริงประมาณ 2,000 คัน เมื่อจำนวนรถเปลี่ยนไป วิธีคำนวณต้นทุนต่อคันและภาพรวมของโครงการก็ต้องนำเสนอใหม่อย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสน

ในมุมของชาวนา สิ่งที่ต้องการเห็นมากที่สุดคือการลดต้นทุนจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว ค่าเชื้อเพลิง ค่าแรง หรือความเสียหายของผลผลิตระหว่างเก็บเกี่ยว ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีข้อมูลเปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น รถเกี่ยวข้าว EV ลดต้นทุนต่อไร่ได้กี่บาท ใช้เวลาเก็บเกี่ยวต่อแปลงนานแค่ไหน และรองรับสภาพพื้นที่นาหลากหลายรูปแบบได้หรือไม่

  • ด้านงบประมาณ: ต้องเปิดเผยราคากลาง รายละเอียดการจัดซื้อ และต้นทุนต่อคันอย่างตรวจสอบได้
  • ด้านการใช้งาน: ต้องระบุพื้นที่เป้าหมาย จำนวนเกษตรกรที่จะได้รับบริการ และหลักเกณฑ์การเข้าถึงเครื่องจักร
  • ด้านพลังงาน: ต้องมีสถานีชาร์จหรือระบบชาร์จที่เพียงพอในพื้นที่เกษตรกรรม
  • ด้านการบำรุงรักษา: ต้องวางแผนดูแลแบตเตอรี่ อะไหล่ และการซ่อมแซมตลอดอายุโครงการ
  • ด้านผลลัพธ์: ต้องวัดว่าค่าใช้จ่ายของชาวนาลดลงจริง ไม่ใช่เพียงมีเครื่องจักรใหม่เพิ่มขึ้น

รศ.ดร.ธนพรยังตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะการนำเสนอโครงการขนาดใหญ่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมือง รวมถึงการแสดงออกของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ระหว่างลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยมองว่าการสื่อสารผ่านภาพและกิจกรรมต่อหน้าสื่ออาจมีนัยทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงข้อสังเกตและการวิเคราะห์ทางการเมือง ยังไม่ใช่หลักฐานว่าการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การตรวจสอบจึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลมากกว่าความรู้สึก รัฐบาลควรเปิดเอกสารโครงการ รายละเอียดทางเทคนิค ผลการศึกษาความเป็นไปได้ และแผนประเมินผลให้สาธารณชนตรวจสอบได้ การรับฟังความคิดเห็นจากชาวนา สหกรณ์ ผู้ให้บริการรถเกี่ยวข้าว และผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตรก็มีความสำคัญ เพราะผู้ใช้งานจริงอาจมองเห็นข้อจำกัดที่แตกต่างจากผู้วางนโยบาย

หากออกแบบโครงการอย่างรอบคอบ รถเกี่ยวข้าว EV อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและยกระดับภาคเกษตรได้ แต่ถ้าจัดซื้อโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีระบบบริหารจัดการ และไม่มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน งบประมาณจำนวนมหาศาลก็อาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ชาวนาได้ตามที่ประกาศไว้

สรุปแล้ว ประเด็นธนพรขยี้สุริยะไม่ได้อยู่ที่การคัดค้านเทคโนโลยี แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะเกิดกับชาวนาอย่างตรงไปตรงมา ก่อนเดินหน้าโครงการ ภาครัฐควรเปิดข้อมูลทั้งหมดและพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินทุกบาทจะช่วยลดรายจ่ายของเกษตรกรได้จริง เพราะการช่วยชาวนาไม่ควรวัดจากความทันสมัยของเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในผืนนาและรายได้ของชาวนาในท้ายที่สุด

ที่มา – ‘ธนพร’ขยี้ ‘สุริยะ’ ขอ 8 พันล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV ช่วยชาวนาหรือหวังอะไร?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *