ธปท.มั่นใจแบงก์ไทยแข็งแกร่ง รับมือภัยไซเบอร์
ธปท.มั่นใจแบงก์ไทยแข็งแกร่ง รับมือภัยไซเบอร์ หลังหลายประเทศเผชิญเหตุการณ์ธนาคารถูกโจมตีระบบจนเกิดความกังวลว่า สถาบันการเงินของไทยมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดในการป้องกันภัยดิจิทัลและดูแลเงินของประชาชน ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ยืนยันว่าระบบการเงินไทยยังมีความมั่นคงสูง พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการรองรับความเสี่ยงของระบบการเงิน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์และการหลอกลวงทางการเงิน แม้สถานการณ์ภัยออนไลน์จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ภาคธนาคารไทยยังมีเงินกองทุน สภาพคล่อง และเงินสำรองอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ธปท.มั่นใจแบงก์ไทยแข็งแกร่ง รับมือภัยไซเบอร์
ข้อมูลด้านเสถียรภาพของสถาบันการเงินระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS เฉลี่ยประมาณ 20% อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ขณะที่สภาพคล่องอยู่ที่ประมาณ 200% และมีเงินสำรองสูงถึง 192% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าระบบธนาคารไทยมีความสามารถรองรับความผันผวนและความเสี่ยงได้ดี
แม้ผลกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 จะลดลง 9.7% และภาพรวม 9 เดือนลดลงเกือบ 4% แต่ประเด็นสำคัญคือความมั่นคงของระบบยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ธนาคารยังสามารถให้บริการทางการเงินและระบบชำระเงินได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ภัยไซเบอร์เปลี่ยนรูปแบบจากการแฮ็กสู่การหลอกให้โอนเงิน
ในอดีตภัยการเงินที่พบมากคือ Unauthorized Payment หรือการที่มิจฉาชีพรีโมตเข้าควบคุมโทรศัพท์ของเหยื่อ แล้วโอนเงินหรือกู้เงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัจจุบันมาตรการของภาคธนาคารสามารถลดปัญหาดังกล่าวได้อย่างมาก แต่ภัยรูปแบบใหม่ที่ต้องจับตาคือ Authorized Push Payment ซึ่งเหยื่อเป็นผู้ตัดสินใจโอนเงินด้วยตนเอง หลังถูกมิจฉาชีพใช้กลโกงทางจิตวิทยา
ตัวอย่างการหลอกลวงที่พบได้บ่อย ได้แก่ การหลอกลงทุน การหลอกซื้อสินค้า การหลอกแบบ Romance Scam และการหลอกให้เหยื่อกลัวว่าจะมีความผิดทางกฎหมาย เมื่อเหยื่อเกิดความตกใจหรือเชื่อคำกล่าวอ้าง ก็อาจโอนเงินออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
มาตรการของ ธปท. ช่วยลดมูลค่าความเสียหายจากภัยไซเบอร์ลงจากเดิมที่เคยสูงถึงประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อไตรมาส เหลือประมาณ 2,300 ล้านบาทในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความเร็วของมิจฉาชีพยังเป็นความท้าทายสำคัญ เพราะหลังจากเงินถูกโอนออกไป เงินอาจถูกกระจายจากบัญชีม้าภายใน 2 นาที และหลุดออกจากระบบธนาคารทั้งหมดภายในประมาณ 3 นาที ขณะที่ผู้เสียหายมักใช้เวลาเฉลี่ยถึง 30 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว
มาตรการตัดเส้นทางเงินเทาและบัญชีม้า
ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนเปิดบัญชี เพื่อป้องกันการนำบัญชีไปใช้เป็นบัญชีม้า รวมถึงติดตามธุรกรรมที่มีความผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากพบว่าบริษัทใดรับชำระเงินให้กับธุรกิจพนันออนไลน์ อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อตัดเส้นทางเงินจากการพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน
- เพิ่มการตรวจสอบตัวตนและข้อมูลลูกค้าก่อนเปิดบัญชี
- ติดตามบัญชีที่มีพฤติกรรมรับโอนหรือโอนเงินผิดปกติ
- กำกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินให้ธุรกิจผิดกฎหมาย
- ประสานงานระหว่างธนาคาร หน่วยงานรัฐ และผู้ให้บริการดิจิทัล
- ให้ความรู้ประชาชนเพื่อป้องกันการถูกหลอกให้โอนเงิน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยผู้ถอนต้องชี้แจงวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน หากไม่สามารถชี้แจงได้ก็อาจไม่สามารถถอนเงินได้ ส่งผลให้ปริมาณการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทลดลง 57% จากเดิมเดือนละกว่า 100,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไปจากการซื้อผ่านแอปพลิเคชันก็ต้องรายงานเช่นกัน ทำให้ปริมาณการถอนทองคำแท่งลดลงถึง 80-85%
ธปท. ยังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลการซื้อขาย USDT ซึ่งก่อนหน้านี้มีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติในประเทศไทย การกำกับดูแลที่เข้มงวดช่วยลดโอกาสที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย
ความร่วมมือของธนาคารช่วยเสริมความปลอดภัย
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ภาคธนาคารมีการเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงทางไซเบอร์ร่วมกันในระดับอุตสาหกรรมผ่าน TB-CERT ความร่วมมือนี้ช่วยให้ธนาคารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคาม แจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติ และวางแนวทางรับมือได้รวดเร็วขึ้น
ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤติมาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม แต่ระบบการชำระเงินยังสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยี ระบบสำรองข้อมูล และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจของสถาบันการเงิน
อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยทางการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับธนาคารเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนควรตรวจสอบชื่อบัญชีและรายละเอียดทุกครั้งก่อนโอนเงิน ไม่กดลิงก์แปลกปลอม ไม่เปิดเผยรหัสผ่านหรือรหัส OTP และรีบติดต่อธนาคารทันทีเมื่อพบธุรกรรมผิดปกติ เพราะการแจ้งเหตุเร็วจะเพิ่มโอกาสในการระงับเงินและลดความเสียหาย
โดยสรุป ธปท.มั่นใจแบงก์ไทยแข็งแกร่ง รับมือภัยไซเบอร์ จากฐานะทางการเงินที่มั่นคงและความร่วมมือของทุกฝ่าย แต่ประชาชนยังต้องมีสติและรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์อยู่เสมอ หากทุกคนช่วยกันตรวจสอบก่อนโอนเงินและแจ้งเหตุอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะสามารถลดความเสียหายจากภัยไซเบอร์และสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นได้
ในมุมมองของเรา การป้องกันภัยไซเบอร์ที่ดีที่สุดคือการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ธนาคาร ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และประชาชน ดังนั้น ก่อนโอนเงินทุกครั้งควรหยุดคิด ตรวจสอบ และอย่าให้ความกลัวหรือความโลภเป็นตัวตัดสินใจ
ที่มา – ธปท.มั่นใจแบงก์ไทยแข็งแกร่ง ยกระดับความปลอดภัยรับมือภัยไซเบอร์