ธปท.เข้าติดตามใกล้ชิด ‘กัลฟ์ฯ’ ถือหุ้น ‘กสิกร’

ธปท.เข้าติดตามใกล้ชิด ‘กัลฟ์ฯ’ ถือหุ้น ‘กสิกร’ แม้ไม่ต้องขออนุญาต นับเป็นประเด็นที่นักลงทุนและผู้สนใจในตลาดหุ้นไทยให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่เข้าถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ซึ่งถือเป็นดีลใหญ่ที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศ

ธปท.เข้าติดตามใกล้ชิด ‘กัลฟ์ฯ’ ถือหุ้น ‘กสิกร’ แม้ไม่ต้องขออนุญาต

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 18 ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามบุคคลใดถือหุ้นหรือมีหุ้นในสถาบันการเงินไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมเกินกว่า 10% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยต้องรวมหุ้นที่ถือโดยผู้เกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่รวมหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและป้องกันการครอบงำโดยบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

รายละเอียดการถือหุ้นของกัลฟ์ใน KBANK

ปัจจุบัน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ถือหุ้นใน KBANK จำนวน 235,928,030 หุ้น โดยรวมหุ้นที่ถือโดยผู้เกี่ยวข้อง ขณะที่จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ KBANK อยู่ที่ 2,369,327,593 หุ้น ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของกัลฟ์อยู่ที่ 9.96% ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ 10% จึงไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจาก ธปท. อย่างไรก็ตาม ธปท. ได้ประกาศชัดเจนว่าจะเข้าติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการถือหุ้นดังกล่าวไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบธนาคาร

การที่กัลฟ์ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาโครงการพลังงานขนาดใหญ่ เข้าลงทุนในหุ้นธนาคารกสิกรไทย สะท้อนถึงกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและหาผลตอบแทนที่มั่นคงในพอร์ตการลงทุน โดย KBANK เป็นธนาคารที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและฐานลูกค้าที่กว้างขวาง ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสถาบัน

เงื่อนไขการขออนุญาตถือหุ้นเกิน 10% จาก ธปท.

หากในอนาคตสัดส่วนการถือหุ้นของกัลฟ์เพิ่มขึ้นเกิน 10% จะต้องยื่นขออนุญาตจาก ธปท. โดยหลักเกณฑ์ที่ ธปท. พิจารณา ได้แก่

  • กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อเพิ่มความมั่นคงหรือศักยภาพของสถาบันการเงินนั้น
  • เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม
  • กรณีหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนโดยทั่วไป

นอกจากนี้ ธปท. ยังมีอำนาจในการกำกับดูแลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทุนที่อาจนำไปสู่ปัญหาการกำกับดูแลหรือผลประโยชน์ทับซ้อน

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อกัลฟ์และ KBANK เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณให้ตลาดตระหนักถึงการกำกับดูแลที่เข้มงวดจาก ธปท. ในยุคที่การลงทุนข้ามอุตสาหกรรมกำลังเพิ่มขึ้น เช่น พลังงานเข้าถือหุ้นธนาคาร หรืออสังหาฯ ถือหุ้นประกันภัย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติด้วย

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การติดตามใกล้ชิดของ ธปท. แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่ผันผวน หากกัลฟ์สามารถรักษาสัดส่วนไม่เกิน 10% ต่อไป ก็อาจไม่กระทบมากนัก แต่หากมีแผนเพิ่มสัดส่วน น่าจะต้องเตรียมเอกสารและเหตุผลที่ชัดเจนเพื่อขออนุญาต

ท้ายที่สุด ผู้ลงทุนควรติดตามข่าวสารจาก ธปท. และ SET อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยง หากสนใจลงทุนในหุ้นธนาคาร ลองศึกษากฎระเบียบเหล่านี้ให้ดีก่อนตัดสินใจ

ที่มา – ธปท.เข้าติดตามใกล้ชิด ‘กัลฟ์ฯ’ ถือหุ้น ‘กสิกร’ แม้ไม่ต้องขออนุญาต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *