นพศิลป์ นำทัพ ตม. ทลายรังสแกมเมอร์โอปป้า
นพศิลป์ นำทัพ ตม. ทลายรังสแกมเมอร์โอปป้า หลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองร่วมมือกับตำรวจเกาหลีใต้ เปิดปฏิบัติการตรวจค้นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายหลอกลวงกลางกรุงเทพฯ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 10 ราย แบ่งเป็นชาวจีน 2 ราย และชาวเกาหลีใต้ 8 ราย เบื้องต้นพบข้อมูลผู้เสียหายจำนวนมากในประเทศเกาหลีใต้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 30 นาย พร้อมประสานตำรวจเกาหลีใต้เข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย 3 จุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านลาดพร้าว–ห้วยขวาง วัชรพล–จตุโชติ และรัชดา–พระราม 9
นพศิลป์ นำทัพ ตม. ทลายรังสแกมเมอร์โอปป้า
จุดเริ่มต้นของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 หลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุม MR. LIM YONGKIL ชาวเกาหลีใต้ ในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต หรือ Overstay โดยบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัวในคดีฉ้อโกงประชาชน และยังมีข้อมูลเชื่อมโยงกับเครือข่ายการพนันออนไลน์
จากการสอบสวนและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์ ซึ่งมีชาวจีนและชาวเกาหลีใต้ร่วมกันดำเนินงาน ตำรวจจึงใช้เวลาติดตามขยายผลนานกว่า 1 เดือน กระทั่งพบพฤติกรรมน่าสงสัยของกลุ่มบุคคลที่เข้าออกสถานที่ทั้ง 3 แห่งประมาณ 8–9 คนต่อวัน
รูปแบบการทำงานของเครือข่ายสแกมเมอร์
เจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการขนย้ายคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารจากฐานเดิมไปยังบ้านหลังใหม่ที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ภายในสถานที่พบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์จำนวนมาก ลักษณะโดยรวมสอดคล้องกับฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง
จากแนวทางการสืบสวนพบว่า ชาวจีนทำหน้าที่จัดหาสถานที่และดูแลฐานปฏิบัติการ ขณะที่ชาวเกาหลีใต้ทำหน้าที่เป็นแอดมิน ติดต่อพูดคุยกับเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอ้างตัวเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง จากนั้นใช้ข้อมูลและคำพูดสร้างความหวาดกลัว ก่อนหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน
- ใช้ชื่อหรือภาพลักษณ์ของอัยการและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- กล่าวหาว่าเหยื่อเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือธุรกรรมผิดกฎหมาย
- เร่งรัดให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีหรือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์
- ใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์จำนวนมากในการติดต่อเหยื่อหลายรายพร้อมกัน
ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 10 ราย พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ รวมทั้งสิ้น 51 รายการ หลักฐานเหล่านี้จะถูกนำไปตรวจสอบเพื่อเชื่อมโยงไปถึงผู้สั่งการและสมาชิกเครือข่ายรายอื่น
ความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
เบื้องต้นตำรวจพบผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก และประเมินมูลค่าความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
สำหรับสถานที่บริเวณวัชรพล–จตุโชติ เจ้าหน้าที่พบว่าเคยเป็นฐานคอลเซ็นเตอร์ที่ถูกตำรวจเข้าจับกุมไปแล้วก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอาจเปลี่ยนสถานที่และอุปกรณ์อย่างรวดเร็ว เพื่อหลบเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่
หลังการจับกุม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมขึ้นบัญชีดำห้ามเดินทางเข้าประเทศไทย และควบคุมตัวไว้เพื่อรอส่งกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐเกาหลีตามขั้นตอนกฎหมาย
คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานไทยและต่างประเทศ เพราะเครือข่ายหลอกลวงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง ผู้ก่อเหตุอาจใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ ขณะที่เหยื่ออยู่ต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการติดตามตัวผู้กระทำผิดและตัดวงจรทางการเงิน
พล.ต.ท.นพศิลป์ระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดหรือหลบหนีคดีเข้ามาในประเทศไทย โดยขับเคลื่อนแนวทาง 4 เสาหลัก ได้แก่ มั่นคงเชิงรุก ข้อมูลนำการปฏิบัติ ทลายเครือข่าย และบริการมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันภัยข้ามชาติตั้งแต่ต้นทาง
ประชาชนควรระมัดระวังการติดต่อจากบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจ อัยการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ และขอให้จำไว้ว่าเจ้าหน้าที่จะไม่สั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี หากพบสายโทรศัพท์หรือข้อความต้องสงสัย ควรหยุดการสนทนา ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว และติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หากพบเบาะแสชาวต่างชาติที่อาจกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ที่สายด่วน 1178 ตลอด 24 ชั่วโมง
การติดตามข่าว นพศิลป์ นำทัพ ตม. ทลายรังสแกมเมอร์โอปป้า ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการจับกุมผู้ต้องหา แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงิน และช่วยกันแจ้งเบาะแสเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพสร้างความเสียหายกับเหยื่อรายใหม่
ที่มา – ‘นพศิลป์’ นำทัพ ตม. ทลายรังสแกมเมอร์โอปป้า อ้างตัวเป็นอัยการระดับสูง เสียหายกว่า 100 ล้าน


