นายกฯลั่นคนใกล้ตัวโกง ย้ำคนจ่ายต้องใจแข็ง

ประเด็นการปราบปรามการทุจริตกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Polity to Action” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเนื้อหาสำคัญเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเท่าเทียม

นายกรัฐมนตรีมองว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายด้านงบประมาณหรือทำให้รัฐสูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบราชการและกติกาของประเทศ เมื่อประชาชนรู้สึกว่าคนมีเงินหรือมีเส้นสายสามารถได้เปรียบ คนที่ตั้งใจทำตามกฎก็อาจหมดกำลังใจ ขณะที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนจะมองว่าการแข่งขันในประเทศไม่เป็นธรรม

นายกฯลั่นคนใกล้ตัวโกง ยืนยันไม่ช่วยเหลือใคร

ใจความที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือจุดยืนของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีการทุจริตสอบเข้ารับราชการ ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเข้าถึงกระดาษคำตอบ การแก้ไขคะแนน และการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย เรื่องนี้กระทบผู้เข้าสอบจำนวนมาก เพราะคนที่อ่านหนังสือ เตรียมตัว และเข้าสอบด้วยความสุจริต อาจต้องเสียโอกาสให้กับผู้ที่พยายามใช้เงินซื้อทางลัด

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การสอบเข้ารับราชการควรเป็นประตูสำหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ช่องทางที่เปิดให้ผู้มีเงินหรือผู้มีความสัมพันธ์พิเศษเข้ามาแทนที่คนที่เหมาะสม หากปล่อยให้การซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นต่อไป ระบบราชการก็จะสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพ และประชาชนจะต้องเป็นผู้รับผลกระทบในระยะยาว

นายกฯลั่นคนใกล้ตัวโกง กับหลักฐานที่ต้องมาก่อนความสัมพันธ์

จุดยืนที่ชัดเจนอีกด้านคือการทำคดีต้องยึดหลักฐานและสำนวนการสอบสวนเป็นสำคัญ ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะมีนามสกุลใหญ่ นามสกุลเล็ก มียศ ตำแหน่ง หรือมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจมากเพียงใด เจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบก่อนเปิดเผยชื่อ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าได้อย่างน่าเชื่อถือ

คำกล่าวในทำนองว่า หากคนใกล้ตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดี ก็ต้องขอแยกทางกัน หรือ “พบกันชาติหน้า ตัวใครตัวมัน” สะท้อนว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่ควรอยู่เหนือความถูกต้อง แม้ในชีวิตจริงการปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนสนิทอาจเป็นเรื่องยาก แต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและมาตรฐานของกฎหมาย

ในมุมของการป้องกันการทุจริต นายกรัฐมนตรีชี้ว่า การเรียกรับผลประโยชน์อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีคนพร้อมจ่าย ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ควรมุ่งจัดการเฉพาะผู้เรียกรับเงินเท่านั้น แต่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้จ่ายด้วย เพราะการไม่ยอมจ่ายสินบนคือจุดเริ่มต้นที่ช่วยตัดวงจรทุจริตได้

ทำไมคนจ่ายต้องใจแข็งเพื่อหยุดวงจรคอร์รัปชัน

หลายคนอาจมองว่าการจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานหรือได้สิทธิประโยชน์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยเฉพาะตำแหน่งราชการซึ่งมีเงินเดือน สวัสดิการ และความมั่นคงในระยะยาว แต่แนวคิดแบบนี้ทำให้การทุจริตฝังรากลึกขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่จ่ายเงินจะคาดหวังผลตอบแทน ส่วนผู้เรียกรับก็จะเห็นว่าการใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์สามารถทำได้โดยมีความเสี่ยงต่ำ

การหยุดวงจรดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้สมัครสอบ ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไป หากพบการเรียกรับเงิน ควรเก็บข้อมูลหรือหลักฐานเท่าที่ทำได้ และใช้ช่องทางร้องเรียนที่เหมาะสม แทนการปล่อยให้เรื่องเงียบหายเพราะกลัวเสียโอกาสหรือกลัวอิทธิพลของผู้มีอำนาจ

  • ยึดหลักฐานเป็นหลัก: ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนกล่าวหาและก่อนดำเนินคดี
  • ไม่สนับสนุนการจ่ายสินบน: การไม่จ่ายช่วยลดแรงจูงใจของผู้เรียกรับผลประโยชน์
  • คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส: หน่วยงานควรสร้างระบบร้องเรียนที่ปลอดภัยและรักษาความลับ
  • บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม: ผู้กระทำผิดควรถูกตรวจสอบโดยไม่ขึ้นกับชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์

เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคำประกาศทางการเมือง แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำให้หลักธรรมาภิบาลเกิดขึ้นจริงได้มากแค่ไหน ประชาชนย่อมคาดหวังให้การสอบสวนมีความโปร่งใส เปิดเผยตามขั้นตอน และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันคนในสังคมก็ต้องช่วยกันไม่ทำให้สินบนกลายเป็นเรื่องปกติ

ท้ายที่สุด การปราบคอร์รัปชันจะสำเร็จไม่ได้หากรอให้คนอื่นเริ่มก่อน ทุกคนสามารถเริ่มจากการไม่จ่าย ไม่รับ และไม่เพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง หากนายกฯลั่นคนใกล้ตัวโกงแล้วสังคมช่วยกันยืนข้างความถูกต้องอย่างจริงจัง ความเชื่อมั่นต่อระบบราชการก็มีโอกาสกลับมาได้อีกครั้ง

ที่มา – นายกฯลั่นคนใกล้ตัวโกง ‘พบกันชาติหน้า ตัวใครตัวมัน’ บอกห้ามไม่ได้ แต่คนจ่ายต้องใจแข็ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *