‘นายกฯหนู’ น้ำตาคลอ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ขอทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ
‘นายกฯหนู’ น้ำตาคลอ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ขอทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ
ในค่ำคืนวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ประทับใจของวงการการเมืองไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักในชื่อ ‘นายกฯหนู’ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีทั้งชุดเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
เวลา 18.51 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ในพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะรัฐมนตรี ทรงมีพระราชโอวาทอันเป็นแนวทางสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ โดยทรงมีพระราชดำรัสว่า “ขอให้ท่านนายก และคณะรัฐมนตรีมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความมานะบากบั่นและประสบความสำเร็จ อันเป็นมงคลที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน และขอให้มีสติปัญญาที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่ต้องมีอยู่ให้เป็นไปด้วยดี ก็ขอให้มีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน” พระราชดำรัสนี้ไม่เพียงเป็นพรอันประเสริฐ แต่ยังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้คณะรัฐมนตรีมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน
‘นายกฯหนู’ น้ำตาคลอ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ขอทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ
หลังพิธีถวายสัตย์เสร็จสิ้น เวลา 19.15 น. นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีเดินทางกลับมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นัดพิเศษทันที ในระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอนุทินแสดงอารมณ์ที่ซาบซึ้งสุดลูกหลาน จนน้ำตาคลอเบ้า ขณะกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับ “คณะรัฐมนตรีทุกท่านได้รับพระราชทานพรและพระบรมราโชวาท ผมเชื่อว่าทุกคนรู้สึกปลื้มปิติ และจะทำงานสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมองที่แต่ละท่านมีอยู่ ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตพวกเรา”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงน้ำตาที่คลอเบ้า นายอนุทินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สามัญชนอย่างผมพึงได้รับ และไม่มีทางทำอะไรนอกเหนือจากทำคุณงามความดีให้กับประเทศและประชาชน ตามพระราชดำรัสที่ได้รับสั่งไว้ สละทั้งชีวิตให้ราชบัลลังก์ทำมานานแล้ว และยังจะทำต่อไป เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม” คำพูดนี้สะท้อนถึงความภักดีและความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวหน้าต่อไป
กระแสการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆ
นอกจากเหตุการณ์ถวายสัตย์แล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรค ได้แจ้งว่าจะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคหลังการเลือกตั้งภายในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม นายเฉลิมชัยมองว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจเข้ากับพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคกล้าธรรมมากกว่า เนื่องจากมีกระแสในภาคใต้
นายสมชายยังกล่าวถึงทางเลือกของตัวเอง ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย โดยมีเงื่อนไขเรื่องความขัดแย้งภายในพรรค โดยเฉพาะกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ซึ่งอาจทำให้ยากต่อการไกล่เกลี่ย นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความขัดแย้งกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรค ซึ่งนายสมชายเชื่อว่านายเฉลิมชัยอาจมีส่วนรู้สึกแค้นใจ ส่งผลให้ส.ส.ส่วนใหญ่ประมาณ 18 คน ยังอยู่กับนายเฉลิมชัย และอาจมอบเสียงให้นายอภิสิทธิ์
ในส่วนของพรรคกล้าธรรม นายหิมาลัย ผิวพรรณ สมาชิกพรรคยอมรับว่าได้ชวนนายเดชอิศม์มาร่วมพรรค เนื่องจากเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนม แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นำโดยน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ต่อประธานรัฐสภา มีผู้สนับสนุนกว่า 100 รายชื่อ
สาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคภูมิใจไทย
ร่างแก้ไขนี้ปรับสัดส่วนการลงมติของ ส.ว. ในวาระแรกและวาระสาม จากเดิมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 (67 เสียง) เป็น 1 ใน 5 (50 เสียง) นอกจากนี้ ยังเพิ่มหมวดใหม่ 15/1 เพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร. (สมาชิกรัฐสภาร่างรัฐธรรมนูญ) จำนวน 99 คน แบ่งเป็น 77 คนจากจังหวัดละ 1 คน และ 22 คนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ และประสบการณ์การเมือง
- คุณสมบัติ ส.ส.ร. จากจังหวัด: สัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี การศึกษาปริญญาตรี เกิดในจังหวัดนั้นและมีชื่อทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1 ปี
- การเลือกตั้ง: จัดภายใน 90 วัน โดย กกต. รัฐสภาโหวตเลือก ส.ส.ร. กลุ่มจังหวัดและผู้เชี่ยวชาญ
- หน้าที่: ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน ร่างภายใน 360 วัน ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อร่างเสร็จ นำเสนอรัฐสภา 3 วาระ ต้องได้เสียง ส.ว. 1 ใน 5 และ ส.ส.ฝ่ายค้าน 20% จากนั้นทำประชามติภายใน 7 วัน รัฐสภาสามารถตีตกหากขัดหมวด 1-2 ของรัฐธรรมนูญ 2560
การพิจารณากฎหมายคุ้มครองแรงงานในสภา
อีกลุ้นระทึกในสภาผู้แทนราษฎร คือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ จากพรรคประชาชน (ปชน.) ฉบับแรกของนายจรัส คุ้มไข่น้ำ กำหนดชั่วโมงทำงานไม่เกิน 40 ชม./สัปดาห์ วันหยุดไม่น้อยกว่า 2 วัน/สัปดาห์ และวันลาพักผ่อนปีละ 10 วัน สำหรับลูกจ้างอายุงาน 120 วันขึ้นไป
ฉบับที่สองของน.ส.วรรณวิภา ไม้สน เพิ่มสิทธิลูกจ้างหญิงลาประจำเดือนเดือนละ 3 วัน ลาดูแลครอบครัวปีละ 15 วัน และพักให้นมบุตร 2 ครั้ง/วัน ครั้งละ 30 นาที เป็นเวลา 1 ปีหลังคลอด ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นด้วยทั้งสองฉบับ ลงมติรับหลักการ 333 เสียง และ 329 เสียง ตามลำดับ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 39 คน มาศึกษาต่อ
เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเมืองไทยที่คึกคัก ทั้งการถวายสัตย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความภักดี การปรับโครงสร้างพรรคการเมือง และการผลักดันกฎหมายเพื่อประชาชน ในฐานะนักข่าวการเมือง เรามองว่าการเริ่มต้นของรัฐบาลชุดใหม่นี้จะนำพาการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมาสู่สังคมไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน คุณคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ
ที่มา – ‘นายกฯหนู’ น้ำตาคลอ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ขอทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ
