นายกฯ สั่งเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงการประชุม

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือด่วนที่สุด ขอให้เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการจัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคม เพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ การปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง และการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐภายใต้กรอบกฎหมาย

หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 9 ต.ค. 2569 โดยนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุถึงคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 และคดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ซึ่งมีนายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ฟ้องคดี ขณะที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องคดี คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.

นายกฯ สั่งเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงการประชุม

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยศาลพิจารณาจากกรณีที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่านายสรณขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเหตุผลในการดำเนินงาน หลังมีข่าวว่าสำนักงาน กสทช. ยังคงออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. ในวันที่ 1 และ 2 ต.ค. 2569 ตามคำสั่งของประธาน กสทช. การขอคำชี้แจงครั้งนี้เป็นการตรวจสอบว่า ขั้นตอนการจัดประชุมและการใช้อำนาจของผู้เกี่ยวข้องสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่

นายกฯ สั่งเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงประเด็นคำสั่งศาล

ประเด็นทางกฎหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบาย คือ การยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้การบังคับตามกฎหรือคำสั่งนั้นหยุดลงโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้เป็นอย่างอื่น หลักการนี้ปรากฏอยู่ในข้อ 69 วรรคหนึ่ง ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543

เมื่อศาลไม่ได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงมีการตีความว่า ต้องถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. ตั้งแต่แรก ประกอบกับศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในเวลาต่อมา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการดำเนินการใด ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนและหลังคำพิพากษามีผลทางกฎหมายอย่างไร

ฝ่ายนายกรัฐมนตรีเห็นว่า การที่สำนักงาน กสทช. ยังคงมีหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. ตามคำสั่งประธาน กสทช. อาจไม่สอดคล้องกับผลของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 76 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ขอให้เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลอย่างเป็นทางการ

ผลกระทบต่อการทำงานของ กสทช.

กรณีนี้ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อบุคคลหรือคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม รวมถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ส่งผลต่อประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมาก หากองค์ประกอบของคณะกรรมการหรืออำนาจในการเรียกประชุมยังมีข้อสงสัย การตัดสินใจในเรื่องสำคัญอาจถูกตั้งคำถามและนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายในอนาคต

การชี้แจงของเลขาธิการ กสทช. จึงควรครอบคลุมทั้งลำดับเหตุการณ์ เอกสารที่ใช้ประกอบการจัดประชุม ฐานอำนาจของผู้ลงนาม ตลอดจนแนวทางตรวจสอบองค์ประชุมและมติที่อาจเกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนจะช่วยให้สังคมเข้าใจว่า สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและกฎหมายอย่างไร รวมถึงช่วยลดความสับสนระหว่างคำสั่งของฝ่ายบริหารกับคำพิพากษาของศาลปกครอง

ในมุมของการบริหารงานภาครัฐ หน่วยงานควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาและการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายก่อนดำเนินการทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องที่อาจกระทบต่อสิทธิ อำนาจหน้าที่ หรือความชอบด้วยกฎหมายของมติคณะกรรมการ การจัดทำบันทึกข้อกฎหมายและการขอความเห็นจากฝ่ายกฎหมายอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีหลักฐานรองรับและลดโอกาสเกิดข้อพิพาทเพิ่มเติม

  • ประเด็นแรก: การฟ้องคดีไม่ได้ทำให้คำสั่งทางปกครองหยุดบังคับโดยอัตโนมัติ
  • ประเด็นที่สอง: ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องและเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมาย
  • ประเด็นที่สาม: นายกรัฐมนตรีขอให้เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงการจัดประชุมวันที่ 1 และ 2 ต.ค. 2569
  • ประเด็นที่สี่: ผลการชี้แจงอาจมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือและการดำเนินงานของ กสทช. ในระยะต่อไป

จากนี้สังคมควรติดตามหนังสือชี้แจงและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลดังกล่าวจะช่วยตอบคำถามว่า การประชุมคณะกรรมการ กสทช. ดำเนินไปบนฐานอำนาจที่ถูกต้องหรือไม่ และมติที่เกี่ยวข้องจะมีผลอย่างไรในทางกฎหมาย ความชัดเจนและความโปร่งใสจึงเป็นหัวใจสำคัญของการคลี่คลายประเด็นนี้

ข้อสังเกต: หน่วยงานรัฐควรยึดคำพิพากษาศาลเป็นหลัก พร้อมสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทขยายวงกว้าง

ที่มา – นายกฯสั่ง ‘เลขากสทช.’แจงประชุมกรรมการกสทช. ตามคำสั่ง ‘หมอสรณ‘ ฝืนคำสั่งศาล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *