น้ำเจ้าพระยา-ป่าสักไม่กระทบ กทม.
น้ำเจ้าพระยา-ป่าสักไม่กระทบ กทม. ในขณะนี้ กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำและจัดจราจรน้ำในระบบชลประทานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำและลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
น้ำเจ้าพระยา-ป่าสักไม่กระทบ กทม.
ปัจจุบันการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลง หลังจากปริมาณน้ำสูงสุดได้ผ่านไปแล้ว ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานยังติดตามปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขา รวมถึงปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับจังหวะการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง การดำเนินงานดังกล่าวช่วยให้สามารถควบคุมปริมาณน้ำและลดการไหลมารวมกันในช่วงเวลาที่ระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด
น้ำเจ้าพระยา-ป่าสักไม่กระทบ กทม. แต่ต้องเฝ้าระวังฝน
สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในระดับสูง เจ้าหน้าที่ได้ทยอยระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อพร่องน้ำและเพิ่มพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่ การระบายน้ำจะพิจารณาร่วมกับสถานการณ์ในแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา และความสามารถของระบบระบายน้ำบริเวณด้านท้ายเขื่อน
น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะไหลมาบรรจบกัน ก่อนผ่านสถานีวัดน้ำ C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดสำคัญก่อนเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีปริมาณน้ำเฉลี่ยประมาณ 2,382 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำผ่านคลอง ประตูระบายน้ำ และอาคารชลประทานหลายแห่ง พร้อมเร่งพร่องน้ำในระบบล่วงหน้า การกระจายและชะลอน้ำในจุดต่าง ๆ ช่วยลดแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำก่อนที่น้ำจะไหลเข้าสู่เขตเมือง
มาตรการระบายน้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร จังหวัดปริมณฑล และหน่วยงานด้านน้ำ เพื่อจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยมีการใช้สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และคลองเชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองชายทะเลอย่างเป็นระบบ
- พื้นที่ตอนบน: ใช้สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตช่วยเร่งระบายน้ำและตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร
- พื้นที่ตอนกลาง: บริหารจัดการน้ำผ่านคลองแสนแสบ คลองประเวศ และสถานีสูบน้ำที่เกี่ยวข้อง
- พื้นที่ตอนล่าง: เร่งระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล รวมถึงสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
การระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่างจะพิจารณาจังหวะน้ำขึ้นและน้ำลงร่วมด้วย เพื่อช่วยเร่งผลักดันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทย วิธีการนี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของระบบระบายน้ำ และลดโอกาสที่น้ำจะสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ
ฝนตกหนักและน้ำฝนสะสมคือปัจจัยที่ต้องระวัง
แม้ น้ำเจ้าพระยา-ป่าสักไม่กระทบ กทม. ในขณะนี้ แต่ประชาชนยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เพราะน้ำฝนที่ตกลงในเขตเมืองโดยตรงจะไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำทันที แตกต่างจากน้ำที่ค่อย ๆ ระบายจากเขื่อน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ จุดที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ และบริเวณริมตลิ่ง อาจพบปัญหาน้ำรอการระบายได้หากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง
จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนที่ฝนจะลดลงในช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม จากนั้นช่วงวันที่ 11-14 ตุลาคม อาจมีฝนเพิ่มขึ้นและเกิดฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา กรมชลประทานจึงเร่งใช้ช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลงในการพร่องน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับน้ำ
ประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลควรติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน และหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ หากมีฝนตกหนัก ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง ตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้าน และเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงในจุดที่เคยประสบปัญหาน้ำรอการระบาย
โดยสรุป สถานการณ์น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักยังอยู่ในระดับที่หน่วยงานสามารถบริหารจัดการได้ และยังไม่ส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ฝนตกหนักและน้ำฝนสะสมยังเป็นความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญ การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องและเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ดีที่สุด
ที่มา – น้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก ไม่กระทบ กทม. เฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำฝนสะสมในพื้นที่