บช.ก. ผนึก ป.ป.ช. รวบรวมหลักฐานเอาผิดบุคคลเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น
บช.ก. ผนึก ป.ป.ช. รวบรวมหลักฐานเอาผิดบุคคลเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ สำหรับคดีทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญเมื่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บช.ก. ได้เข้ามามีบทบาทร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการไต่สวนคดีนี้อย่างเข้มข้น
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการพาดพิงถึงผู้บริหารระดับสูงจาก มศว. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบราชการไทย การเข้ามาของ บช.ก. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดบุคคลเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่นมีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะด้วยจำนวนผู้เข้าสอบที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับกระบวนการไม่โปร่งใสนั้นมีจำนวนมากถึง 6,000 คน ซึ่งลำพังกำลังของ ป.ป.ช. อาจไม่เพียงพอต่อการทำสำนวนแข่งกับเวลา
รายละเอียดการทุจริตที่ซ่อนอยู่ในขั้นตอนการสอบ
จากการตรวจสอบพบว่า บช.ก. ผนึก ป.ป.ช. รวบรวมหลักฐานเอาผิดบุคคลเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น โดยพฤติการณ์ไม่ได้เกิดในขั้นตอนการจัดสอบทั่วไป แต่เป็นการปรับแก้คะแนนหลังจากการตรวจข้อสอบด้วยคอมพิวเตอร์เสร็จสิ้นแล้ว นี่คือประเด็นสำคัญที่ทีมสืบสวนกำลังเร่งขยายผล
- มีการวางแผนปรับแก้คะแนนก่อนประกาศผลอย่างเป็นระบบ
- เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาจ้างจัดสอบมูลค่ากว่า 130 ล้านบาท
- พบช่องว่างในขั้นตอนก่อนการบรรจุเข้ารับราชการ
อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจสอบย้อนหลังไปถึงปี 2564 นั้น แหล่งข่าวระบุว่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเอกสารหลักฐานสำคัญอย่างกระดาษคำตอบได้ถูกทำลายไปตามระเบียบการจัดเก็บที่กำหนดไว้เพียง 2 ปี ทำให้ในตอนนี้เราต้องโฟกัสไปที่คดีปัจจุบันเป็นหลักครับ
การที่ บช.ก. ผนึก ป.ป.ช. รวบรวมหลักฐานเอาผิดบุคคลเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ส่งสัญญาณให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจและเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะในคดีที่มีผลกระทบกับอนาคตของผู้สอบคนอื่นๆ ที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริตแต่ต้องเสียสิทธิ์ไปอย่างน่าเสียดาย
ในมุมมองของผม กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการจัดสอบระดับประเทศครับ การรักษาความโปร่งใสในขั้นตอนหลังการประมวลผลคะแนนเป็นประเด็นที่ต้องมีมาตรการตรวจสอบที่รัดกุมกว่านี้ เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้มีอำนาจหาช่องโหว่เข้ามาแทรกแซงความยุติธรรมของระบบได้อีก หวังว่าการทำงานร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานจะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้โดยเร็วที่สุดครับ