บรรเจิด โต้ยกเลิกภาษีบาป ชี้กระทบสุขภาพประชาชน

ประเด็นเรื่องภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือที่หลายคนเรียกว่า “ภาษีบาป” กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีแนวคิดให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีในรูปแบบเดิม แล้วนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติของรัฐ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินการตามหลักวินัยการเงินการคลัง อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ จากคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ออกมาโต้แย้งว่า แนวทางดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบต่อระบบป้องกันปัญหาสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

สำหรับภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นรายได้ที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากสินค้าหรือกิจกรรมบางประเภท แล้วนำไปสนับสนุนภารกิจที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง เช่น การสร้างเสริมสุขภาพ การส่งเสริมกีฬา การดูแลผู้สูงอายุ และการสนับสนุนสื่อสาธารณะ รายได้ดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนงานต่อเนื่องได้ โดยไม่ต้องรอการจัดสรรงบประมาณประจำปีเพียงอย่างเดียว

บรรเจิด โต้ยกเลิกภาษีบาป ชี้กฎหมายรองรับอยู่แล้ว

ศ.ดร.บรรเจิด ระบุว่า การจัดเก็บภาษีบาปของกองทุนต่าง ๆ ไม่ได้ขัดต่อหลักวินัยทางการเงินการคลังหรือรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการเสนอกฎหมายที่กำหนดอัตราภาษีเพิ่มเป็นพิเศษเพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ โดยไม่นำรายได้ส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับเดียวกันมีมาตรา 82 ที่เปิดข้อยกเว้นสำหรับกฎหมายซึ่งกำหนดไว้ก่อนแล้ว จึงสะท้อนว่าผู้ร่างกฎหมายในขณะนั้นเห็นว่าการจัดเก็บรายได้เพื่อสนับสนุนกองทุนที่มีภารกิจเฉพาะยังมีเหตุผลและสามารถดำเนินการได้ ภาษีในลักษณะนี้จึงไม่ใช่การใช้เงินนอกระบบ แต่เป็นกลไกที่มีกฎหมายกำกับและมีเป้าหมายชัดเจน

บรรเจิด โต้ยกเลิกภาษีบาป อาจกระทบกองทุนสุขภาพ

กองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากภาษีดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อสังคม โดยเฉพาะกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ซึ่งทำงานด้านการป้องกันโรค การลดปัจจัยเสี่ยง และการสร้างความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีกองทุนกีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และองค์การสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสที่ได้รับเงินสนับสนุนตามกฎหมาย

ข้อกังวลสำคัญคือ หากย้ายเงินทั้งหมดเข้าสู่งบประมาณปกติ หน่วยงานเหล่านี้อาจต้องแข่งขันกับภารกิจอื่นของรัฐเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณ เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงหรือรัฐบาลจำเป็นต้องลดรายจ่าย งบประมาณด้านการป้องกันอาจถูกลดลงได้ง่าย ทั้งที่งานป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล

ศ.ดร.บรรเจิดมองว่า การเปลี่ยนระบบดังกล่าวอาจทำลายระบบนิเวศของกองทุนที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม โดยเฉพาะการป้องกันการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ หากกิจกรรมรณรงค์และมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงลดลง ปัญหาการติดสุราและยาสูบอาจเพิ่มขึ้นตามมา รวมถึงอาจทำให้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และมะเร็ง สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ภาครัฐมากกว่าเดิม

ประเด็นการออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทน

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ แนวคิดการออกกฎกระทรวงเพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ทดแทนรายได้จากภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ศ.ดร.บรรเจิดยืนยันว่า หากร่างกฎหมายฉบับใหม่ตัดมาตรา 11 ถึงมาตรา 14 ของกฎหมายเดิมออกไปแล้ว การออกกฎกระทรวงเพื่อเรียกเก็บเงินในลักษณะเดิมอาจไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อบทบัญญัติถูกตัดออก การใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมย่อมต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ประเด็นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ปฏิบัติงานในกองทุนต่าง ๆ หากรายได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน หน่วยงานอาจไม่สามารถวางแผนโครงการระยะยาวได้ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็มีสิทธิได้รับคำอธิบายว่าเงินที่เคยจัดเก็บจากสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างไร

ศ.ดร.บรรเจิดยังกล่าวถึงระบบตรวจสอบของกองทุนว่า มีหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบภายในตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง การประเมินโดยคณะกรรมการอิสระ การตรวจสอบภายนอกจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. และการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียน ดังนั้น ในมุมมองของเขา การใช้ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะจึงยังอยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการใช้เงินโดยปราศจากการกำกับ

อดีตรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขเตือนผลกระทบต่อประชาชน

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แสดงความคิดเห็นว่า การยกเลิกภาษีบาปเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะภาษีจากธุรกิจสุราและยาสูบมีวัตถุประสงค์สำคัญในการลดผลกระทบทางสุขภาพและสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะ หากบริษัทเหล่านี้มีต้นทุนลดลง สินค้าอาจมีราคาถูกลง และอาจนำไปสู่การบริโภคที่เพิ่มขึ้น

การเก็บเงินจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพถือเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่สังคมต้องแบกรับจากการบริโภคสินค้าเหล่านั้น เงินที่จัดเก็บได้สามารถนำไปทำงานป้องกันโรค ให้ความรู้แก่เยาวชน สนับสนุนชุมชน และช่วยให้ประชาชนลดการพึ่งพาสุราและบุหรี่ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความรับผิดชอบให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมีส่วนร่วมกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

หากบริษัทไม่ต้องจ่ายเงินเข้าสู่กองทุนตามเดิม รัฐอาจต้องเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทน ทั้งที่งบประมาณด้านสาธารณสุขมีข้อจำกัดอยู่แล้ว โรงพยาบาลหลายแห่งยังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องและมีค่าใช้จ่ายสูง การตัดแหล่งรายได้เพื่อการป้องกันโรคจึงอาจทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นในอนาคต

ทำไมการป้องกันโรคจึงสำคัญกว่าการรอรักษา

การป้องกันโรคอาจดูเหมือนเป็นงานที่ไม่เห็นผลทันที แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและลดค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขได้ หากประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง มีพื้นที่สร้างเสริมสุขภาพ และได้รับการสนับสนุนให้ลดการดื่มหรือสูบบุหรี่ โอกาสเกิดโรคเรื้อรังย่อมลดลงตามไปด้วย

ในทางกลับกัน หากงบประมาณด้านการป้องกันลดลง ภาครัฐอาจต้องใช้งบจำนวนมากขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยในอนาคต การแก้ปัญหาด้วยการรอให้เกิดโรคก่อนแล้วจึงรักษา จึงอาจมีต้นทุนสูงกว่าการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนตั้งแต่แรก ประเด็นนี้ทำให้การพิจารณายกเลิกภาษีบาปต้องมองให้รอบด้าน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะรายได้ที่เข้าสู่คลังในระยะสั้น

โดยสรุป ประเด็นบรรเจิด โต้ยกเลิกภาษีบาป ไม่ได้เป็นเพียงความเห็นต่างทางการเมืองหรือข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการจัดเก็บภาษี แต่เป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของระบบสุขภาพ การตรวจสอบกองทุน และภาระงบประมาณของรัฐ ประชาชนควรติดตามรายละเอียดของร่างกฎหมายและรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจว่าการเปลี่ยนระบบครั้งนี้จะสร้างประโยชน์หรือสร้างภาระให้สังคมมากกว่ากัน

ทางออกที่เหมาะสมควรให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และการคุ้มครองงบประมาณเพื่อการป้องกันโรค หากรัฐบาลเดินหน้าแก้ไขกฎหมาย ควรชี้แจงกลไกทดแทนรายได้และผลกระทบต่อกองทุนอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่ลดทอนการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ที่มา – ‘บรรเจิด’ โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีแทนยกเลิกภาษีบาป หลอกประชาชน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *