ปฏิบัติการภาคีพิฆาตยึดทรัพย์เครือข่ายโกขาว

เจ้าหน้าที่ไทยเดินหน้าเปิด ปฏิบัติการภาคีพิฆาตยึดทรัพย์เครือข่ายโกขาว เพื่อสกัดกั้นขบวนการยาเสพติดข้ามชาติและตัดวงจรทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องสงสัย โดยความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI สำนักงาน ป.ป.ส. ทัพเรือภาค 3 ตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ทหาร และฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดระนอง

การตรวจค้นเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กันยายนถึง 1 ตุลาคม 2569 รวมเป้าหมาย 5 จุด เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายได้เป็นจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้นกว่า 77 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการสำคัญที่สะท้อนการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานรัฐในการจัดการอาชญากรรมที่ใช้ธุรกิจและทรัพย์สินเป็นฉากบังหน้า

ปฏิบัติการภาคีพิฆาตยึดทรัพย์เครือข่ายโกขาว

คดีนี้สืบเนื่องจากคดีพิเศษที่ 108/2568 ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมยาไอซ์ล็อตใหญ่ประมาณ 2.4 ตัน มีมูลค่าส่งออกกว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมผู้ต้องหา 8 ราย จากการขยายผลพบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มอาชญากรรมระดับภูมิภาคที่มีผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า “โกขาว” หรือ นายซอรัส ชาวเมียนมา ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดหาและลำเลียงยาเสพติด โดยใช้กลุ่มนอมินีเข้ามาดำเนินธุรกิจบังหน้าในจังหวัดระนอง ลักษณะดังกล่าวทำให้การติดตามเส้นทางทรัพย์สินมีความซับซ้อน เพราะเงินและทรัพย์สินอาจถูกโอนผ่านบุคคลอื่น หรือกระจายไปอยู่ในกิจการหลายประเภท

ผลตรวจค้นจากปฏิบัติการภาคีพิฆาตยึดทรัพย์เครือข่ายโกขาว

ผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินหลายรายการ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการหยุดการใช้ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับจัดซื้อ ลำเลียง และกระจายยาเสพติด รายการทรัพย์สินเบื้องต้นประกอบด้วย

  • เรือประมงจำนวน 16 ลำ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการขนส่งหรืออำพรางเส้นทางทางทะเล
  • ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เป้าหมาย
  • รถยนต์และรถจักรยานยนต์ประมาณ 30 คัน
  • บัญชีธนาคารมากกว่า 50 บัญชี
  • ทรัพย์สินอื่นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและประเมินมูลค่า

ทรัพย์สินทั้งหมดมีมูลค่ารวมเบื้องต้นประมาณ 77 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายหลังการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ การประเมินราคา และการสืบสวนเส้นทางการเงินเพิ่มเติม การอายัดทรัพย์ในคดีลักษณะนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงยึดของกลาง แต่ยังเป็นการตัดกำลังทางเศรษฐกิจของเครือข่ายอาชญากรรม

เครือข่ายยาเสพติดเชื่อมโยงหลายประเทศ

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านยาเสพติดระบุว่า ผู้ต้องสงสัยมีพฤติการณ์อำพรางตัวเองด้วยการทำให้ดูเหมือนเป็นบุคคลที่มีหนี้สินหรือเช่าซื้อสิ่งของต่าง ๆ เพื่อปิดบังฐานะที่แท้จริง แต่ในทางการสืบสวนเชื่อว่าเป็นผู้สั่งการจัดหายาเสพติดจากแหล่งผลิต แล้วลำเลียงผ่านน่านน้ำไทยไปยังประเทศที่สาม

พฤติการณ์ดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2569 และมีความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติดล็อตใหญ่ในหลายประเทศ เช่น เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย การเคลื่อนไหวข้ามพรมแดนทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองกับหน่วยงานต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเรือ เส้นทางการเดินทาง บุคคลที่เกี่ยวข้อง และธุรกรรมทางการเงิน

จังหวัดระนองถือเป็นพื้นที่สำคัญด้านการเดินทางและการค้าทางทะเล จึงอาจถูกใช้เป็นจุดพักหรือจุดเชื่อมต่อของเครือข่ายที่ต้องการลำเลียงสิ่งผิดกฎหมายไปยังพื้นที่อื่น การตรวจสอบธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นหรือผู้ดำเนินการแทนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวน เพื่อแยกแยะระหว่างกิจการสุจริตกับธุรกิจที่อาจถูกใช้เพื่อฟอกเงิน

เดินหน้าขยายผลถึงผู้สนับสนุนเบื้องหลัง

กระทรวงยุติธรรมและ DSI ยืนยันแนวทาง “กัดไม่ปล่อย ยึดทรัพย์ ทำลายวงจร” โดยจะเร่งตรวจสอบทรัพย์สินและเอกสารที่ยึดได้ รวมถึงวิเคราะห์เส้นทางการเงินเพื่อค้นหาผู้สนับสนุน นายทุน และผู้ทำหน้าที่เป็นนอมินี หากพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและขยายผลออกหมายจับเพิ่มเติม

หัวใจสำคัญของ ปฏิบัติการภาคีพิฆาตยึดทรัพย์เครือข่ายโกขาว จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนทรัพย์สิน 77 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การเปิดเผยรูปแบบการทำงานของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การใช้ธุรกิจบังหน้า และการเคลื่อนย้ายเงินผ่านบัญชีจำนวนมาก การทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานจะช่วยให้การติดตามผู้เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ ควรตรวจสอบที่มาของเงินทุนและคู่ค้าทางธุรกิจอย่างรอบคอบ หากพบความผิดปกติ เช่น การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือครองทรัพย์สิน การโอนเงินหลายทอด หรือการทำธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ ควรแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเบาะแสจากประชาชนอาจช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจสุจริตถูกใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการผิดกฎหมาย

ข้อคิดเห็น: ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าการปราบปรามยาเสพติดยุคใหม่ต้องเดินควบคู่ทั้งการจับกุมผู้กระทำผิดและการตัดเส้นทางการเงิน หากเจ้าหน้าที่สามารถติดตามผู้สั่งการและผู้สนับสนุนได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดศักยภาพของเครือข่ายและเพิ่มความปลอดภัยให้กับสังคมในระยะยาว

ที่มา – เปิดปฏิบัติการ “ภาคีพิฆาต” ยึดทรัพย์ 77 ล้าน ล่านอมินี “เครือข่ายโกขาว” ขบวนการยาเสพติดข้ามชาติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *