ปทุมมา: ปัญญาประดิษฐ์ไทยเพื่อคนไทย

ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือการพัฒนา ปทุมมา ปัญญาประดิษฐ์ไทยเพื่อคนไทย โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ปทุมมาไม่ได้เป็นเพียงแชตบอตสำหรับตอบคำถามเท่านั้น แต่เป็นระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ที่มุ่งสร้างรากฐานด้าน AI ของประเทศ ตั้งแต่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล เครื่องมือ และบริการจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ AI ลงมือทำงานได้จริง เป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ควบคุมได้ด้วยตนเอง

ปทุมมา ปัญญาประดิษฐ์ไทยเพื่อคนไทย กับแนวคิด AI Sovereignty

แนวคิดอธิปไตยทางเทคโนโลยี AI หรือ AI Sovereignty กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก เพราะข้อมูลและองค์ความรู้ถือเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ หากองค์กรต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศทั้งหมด ก็อาจเผชิญความเสี่ยงเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย ต้นทุนการใช้งาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการหยุดให้บริการ

การพัฒนาโมเดล AI ของไทยจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญภายในประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลราชการ และข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ โมเดลที่ได้รับการฝึกฝนด้วยภาษาไทยยังมีโอกาสเข้าใจคำศัพท์ สำนวน วัฒนธรรม และรูปแบบการสื่อสารของคนไทยได้แม่นยำกว่าโมเดลทั่วไป

ทำไมปทุมมาจึงเหมาะกับบริบทของประเทศไทย

ชื่อ “ปทุมมา” มาจากดอกบัวสายพันธุ์ไทย สื่อถึงปัญญาที่เติบโตจากรากฐานของเราเอง โครงการนี้ต่อยอดจากงานวิจัยด้านการประมวลผลภาษาและเสียงภาษาไทยที่เนคเทค สวทช. สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเปิดตัว Pathumma LLM ในปี 2567 เพื่อสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง

Pathumma LLM รองรับการทำงานหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ ภาพ และเสียง อีกทั้งยังเปิดให้นักพัฒนา หน่วยงาน และผู้สนใจนำไปใช้งานได้ในรูปแบบโมเดลเปิด การเปิดโอกาสให้ผู้ใช้นำโมเดลไปติดตั้งในระบบของตนเอง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความกังวลเรื่องข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกนอกองค์กร

จากโมเดลภาษา สู่บริการ AI ที่ใช้งานได้จริง

จุดเด่นของปทุมมาไม่ได้อยู่ที่การเป็นโมเดลภาษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการพัฒนาต่อยอดเป็นบริการที่ตอบโจทย์การทำงานของหน่วยงานจริง เช่น DocChat ระบบถามตอบจากเอกสาร DocGen ผู้ช่วยร่างเอกสารราชการอย่าง TOR, MOU และข้อเสนอโครงการ รวมถึง DocTOR ที่ช่วยตรวจทานเอกสาร

นอกจากนี้ยังมี PartiiNote สำหรับถอดความและสรุปการประชุมอัตโนมัติ และ LangMind ซึ่งช่วยให้หน่วยงานสร้างแชตบอตจากเอกสารความรู้ที่มีอยู่ได้เอง ระบบเหล่านี้ออกแบบให้คำตอบอ้างอิงจากข้อมูลจริงของหน่วยงาน และสามารถส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเมื่อระบบไม่มั่นใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากคำตอบที่คลาดเคลื่อนหรือการสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง

บริการของปทุมมาเริ่มถูกนำไปใช้ในหลายบริบท เช่น ระบบผู้ช่วย AI ภายในกรมสรรพากร เครื่องมือช่วยการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา ระบบสนับสนุนข้อมูลด้านภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง การเกษตร และการวิเคราะห์ทรัพยากรน้ำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า AI ไทยสามารถก้าวออกจากห้องทดลองและเข้าไปสนับสนุนงานจริงได้

Pathumma Connect ยกระดับ AI ให้ลงมือทำงาน

อีกขั้นสำคัญคือการพัฒนา Pathumma Connect แพลตฟอร์ม Agentic AI ที่เชื่อมโยงเครื่องมือ ข้อมูล และบริการของหน่วยงานผ่านสถาปัตยกรรม MCP หรือ Model Context Protocol ผู้ใช้งานจึงสามารถสนทนากับ AI เพื่อทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสิทธิ เตรียมเอกสาร กรอกแบบฟอร์ม หรือเช็กสถานะคำขอ

Pathumma Connect ครอบคลุม 7 โดเมนหลัก ได้แก่ เกษตร ภาครัฐ น้ำ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา และองค์กร ตัวอย่างที่เริ่มเห็นภาพชัดคือ Connect เกษตร ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลจาก Agri-Map และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก สภาพดิน ราคาผลผลิต และการพยากรณ์โรคพืช โดยครอบคลุมพืชมากกว่า 60 ชนิด

ในด้านการบริหารจัดการน้ำ แพลตฟอร์มอยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการวางแผนระดับจังหวัด ทั้งเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง และความมั่นคงของน้ำ ส่วน Connect Gov และ Connect Inside มุ่งเชื่อมโยงแชตบอตของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการแบบ One-stop service ได้สะดวกขึ้น

ประโยชน์ของปทุมมาต่อหน่วยงานและประชาชน

  • ลดการลงทุนซ้ำซ้อน: หน่วยงานสามารถนำโมเดลและเครื่องมือที่มีอยู่ไปต่อยอดได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มพัฒนาทุกอย่างจากศูนย์
  • รักษาความปลอดภัยของข้อมูล: องค์กรสามารถควบคุมพื้นที่จัดเก็บและการเข้าถึงข้อมูลตามสิทธิ์ที่กำหนด
  • เข้าใจภาษาไทยมากขึ้น: AI ถูกออกแบบให้เหมาะกับคำศัพท์ สำนวน และบริบทของสังคมไทย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ระบบช่วยค้นข้อมูล สรุปเอกสาร ร่างเนื้อหา และประสานงานหลายขั้นตอน
  • สร้างบริการภาครัฐที่เข้าถึงง่าย: ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลจากหลายหน่วยงานผ่านช่องทางเดียว พร้อมแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้

อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ไทย

เป้าหมายของ Pathumma Connect คือการขยายการใช้งานไปยังหน่วยงานรัฐ 100 แห่งภายใน 2 ปี พร้อมผลักดันสู่ Government AI Platform as a Service ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับหน่วยงานภาครัฐ การดำเนินงานลักษณะนี้อาจช่วยให้แต่ละองค์กรประหยัดทรัพยากร และสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายใต้ระบบสิทธิ์และมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม

ปทุมมา ปัญญาประดิษฐ์ไทยเพื่อคนไทย จึงไม่ใช่แค่โครงการเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกในการพัฒนา AI ของตนเอง การมีโมเดลที่เข้าใจคนไทยและเปิดให้นำไปต่อยอด จะช่วยสร้างโอกาสให้นักพัฒนา ภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐ และภาคธุรกิจร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

มุมมองที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จของ AI ไทยไม่ได้วัดจากความสามารถในการแข่งขันกับโมเดลระดับโลกเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากการนำไปแก้ปัญหาจริงของประชาชนด้วย หากปทุมมาสามารถช่วยให้บริการรัฐเข้าถึงง่ายขึ้น เกษตรกรวางแผนการผลิตได้ดีขึ้น นักเรียนมีผู้ช่วยการเรียนรู้ และหน่วยงานทำงานได้รวดเร็วขึ้น นั่นคือคุณค่าที่จับต้องได้ของเทคโนโลยีไทย

สำหรับผู้สนใจ ควรติดตามและทดลองใช้บริการของปทุมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยส่งข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาให้ระบบเข้าใจภาษาและความต้องการของคนไทยได้ดียิ่งขึ้น เพราะอนาคตของ AI ไทยจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกคน

ที่มา – ชีวิตติด TECH – “ปทุมมา”ปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยเพื่อคนไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *