ประชาธิปัตย์แนะ 4 ข้อ ทบทวนโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือน เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความสนใจจากประชาชน เพราะเปิดโอกาสให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จะช่วยลดค่าไฟในระยะยาว สนับสนุนพลังงานสะอาด และสร้างงานให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของโครงการกลับทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากเกิดความกังวล เนื่องจากเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน การวางหลักประกัน และภาระความรับผิดชอบหลังติดตั้ง อาจทำให้บริษัทขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงงานได้ ทั้งที่เดิมมีผู้ประกอบการจำนวนมากเตรียมตัวเข้าร่วมโครงการและคาดหวังว่าจะได้รับโอกาสจากการลงทุนครั้งใหญ่ของภาครัฐ
ประชาธิปัตย์แนะ 4 ข้อ ทบทวนโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไขของโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยเห็นว่าโครงการมีแนวคิดที่ดีและสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ แต่การออกแบบกติกาต้องเปิดกว้าง โปร่งใส และทำให้ผู้ประกอบการทุกขนาดมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรม
ประชาธิปัตย์แนะ 4 ข้อ ทบทวนโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อช่วยรายย่อย
ข้อเสนอทั้ง 4 ประเด็นมุ่งเน้นไปที่การลดอุปสรรคของผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากระบบคัดเลือกผู้ติดตั้งไม่รอบคอบ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อย: รัฐบาลควรปรับเงื่อนไขให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเข้าร่วมได้โดยตรง ไม่ใช่จำกัดโครงการไว้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะผู้ติดตั้งรายย่อยมีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่และมีบทบาทสำคัญในการให้บริการประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ
- ทบทวนเงินมัดจำ 50,000 บาท: การกำหนดเงินมัดจำต่อหลังคาเรือนในระดับสูงอาจเป็นภาระหนักสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยเฉพาะรายที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด นอกจากนี้ หากต้องรอเงินคืนเกิน 6 เดือน ธุรกิจอาจขาดสภาพคล่องและไม่สามารถรับงานต่อเนื่องได้
- ลดภาระค้ำประกันระยะยาว: การกำหนดวงเงินค้ำประกันงาน 10,000 บาทต่อเนื่อง 7 ปี รวมถึงการให้ผู้ติดตั้งจัดทำประกันอัคคีภัย อาจทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น ระยะเวลา 7 ปีถือว่านานกว่าเกณฑ์ทั่วไป และทำให้เงินจำนวนหนึ่งต้องจมอยู่กับโครงการเป็นเวลานาน
- ประเมินเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน: รัฐควรประเมินจำนวนบุคลากร ศักยภาพของผู้ติดตั้ง และความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าให้รอบด้าน เพราะในปีที่ผ่านมาไทยมีการติดตั้งโซลาร์ประมาณ 120,000 ครัวเรือนเท่านั้น การเร่งดำเนินการให้ครบ 1 ล้านครัวเรือนอาจเกินขีดความสามารถของตลาดในปัจจุบัน
ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการออกแบบระบบที่อาจทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รับงานโดยตรง ขณะที่รายย่อยต้องรับช่วงงานต่อมาอีกทอดหนึ่ง หากเกิดขึ้นจริง รายย่อยอาจต้องแบ่งรายได้หรือจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ที่เข้าถึงโครงการก่อน สถานการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นช่องว่างของระบบหัวคิว และทำให้เงินงบประมาณไม่กระจายไปถึงผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่
นอกจากเรื่องรายได้แล้ว ระบบดังกล่าวยังอาจส่งผลต่อคุณภาพงานติดตั้งด้วย หากบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ไม่มีทีมงานเพียงพอและต้องพึ่งพาผู้รับเหมาช่วงจำนวนมาก การควบคุมมาตรฐาน ความปลอดภัย และการรับประกันหลังการขายอาจทำได้ยากขึ้น ประชาชนเจ้าของบ้านจึงควรได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ ติดตั้งระบบ ตรวจสอบการเชื่อมต่อ ไปจนถึงการซ่อมบำรุง
ในมุมของประชาชน โครงการโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือนจะประสบความสำเร็จไม่ได้จากจำนวนการติดตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจริง เช่น ค่าไฟที่ลดลง ความปลอดภัยของระบบ อายุการใช้งาน และการบริการหลังการขาย หากรัฐเร่งผลักดันตัวเลขโดยไม่วางระบบกำกับดูแลให้รัดกุม อาจเกิดปัญหาตามมาภายหลังและทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น
ภาครัฐจึงควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการรายเล็ก สมาคมวิชาชีพ หน่วยงานไฟฟ้า และประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ ก่อนประกาศใช้เงื่อนไขอย่างเป็นทางการ การเปิดเผยหลักเกณฑ์ล่วงหน้าและให้เวลาผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม จะช่วยลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส และทำให้การแข่งขันเกิดขึ้นบนพื้นฐานเดียวกัน
สำหรับแนวทางแก้ไข รัฐอาจพิจารณาแบ่งโครงการออกเป็นหลายพื้นที่หรือหลายขนาด พร้อมกำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละระดับ แทนการใช้เกณฑ์เดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหมด นอกจากนี้ยังอาจจัดทำระบบจับคู่ระหว่างผู้ติดตั้งในท้องถิ่นกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้รายย่อยมีโอกาสเข้าถึงงานโดยไม่ต้องผ่านคนกลางและไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่เกินกำลัง
ประชาธิปัตย์แนะ 4 ข้อ ทบทวนโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน จึงเป็นข้อเสนอที่สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานควรคำนึงถึงทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความเป็นธรรมในระบบธุรกิจไปพร้อมกัน โครงการที่ใช้เงินกู้หรือเงินภาษีประชาชนควรกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการทั่วประเทศ ไม่ใช่สร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเพียงไม่กี่ราย
ท้ายที่สุด รัฐบาลควรทบทวนเงื่อนไขทุกด้านอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเงินประกัน ระยะเวลาค้ำประกัน คุณสมบัติผู้ติดตั้ง และเป้าหมายจำนวนครัวเรือน ความโปร่งใสตั้งแต่ต้นทางจะช่วยป้องกันปัญหาหัวคิว เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างแท้จริง หากทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โครงการนี้ก็มีโอกาสเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ในระยะยาว