ปรับเป้าหมายปริมาณยาง EUDR เหลือ 9 หมื่นตัน จาก 1.3 แสนตัน
เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามวงการยางพาราไทยคงได้เห็นข่าวการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยการปรับเป้าหมายปริมาณยาง EUDR เหลือ 9 หมื่นตัน จาก 1.3 แสนตัน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวตามความเป็นจริงของตลาดโลกที่น่าสนใจมากครับ
เหตุผลสำคัญของการปรับเป้าหมายปริมาณยาง EUDR เหลือ 9 หมื่นตัน จาก 1.3 แสนตัน
นายเบญจพล นาคประเสริฐ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุผลของการปรับลดเป้าหมายในครั้งนี้ว่า เกิดจากการประเมินสถานการณ์ความต้องการซื้อจริงในตลาด เพื่อให้ตัวเลขเป้าหมายมีความสมดุลและสอดคล้องกับศักยภาพการผลิตและดีมานด์ที่แท้จริง ไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างตัวเลขเป้าหมายกับสถานการณ์การซื้อขายจริงในตลาดโลก
ก้าวสำคัญสู่มาตรฐาน Thai Traceability
นอกจากข่าวการปรับเป้าหมายปริมาณยาง EUDR เหลือ 9 หมื่นตัน จาก 1.3 แสนตัน แล้ว กยท. ยังมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐาน Thai Traceability ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยนำมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ยางพาราไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้:
- การตรวจสอบย้อนกลับ: ระบุแหล่งที่มาของยางได้แม่นยำด้วยระบบ Geolocation
- หลักการเกษตรที่ดี (GAP): การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยและการบันทึกข้อมูลที่เป็นระบบ
- การบริหารจัดการความเสี่ยง: การตรวจสอบตามแนวทาง Due Diligence เพื่อความโปร่งใส
- การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน: นำมาตรฐาน FSC และ SNR มาปรับใช้
การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราผ่านเกณฑ์ EUDR เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางไทยให้มีความมั่นคงในระยะยาว เพราะยางที่มีมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้มักจะมีราคาสูงกว่ายางทั่วไปและเป็นที่ต้องการของตลาดสหภาพยุโรปครับ
ในมุมมองของผม การปรับเป้าหมายในครั้งนี้เป็นการกระทำที่รอบคอบและสะท้อนถึงการทำงานที่เข้าใจความเป็นไปของตลาดอย่างแท้จริง แทนที่จะตั้งเป้าหมายไว้สูงจนเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติได้จริง การลดเป้าหมายลงเพื่อเน้นคุณภาพและความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่ายางพาราไทยไม่ได้มีดีแค่ปริมาณ แต่เรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่เน้นมาตรฐานความยั่งยืนที่โลกให้การยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิ
ที่มา – ปรับเป้าหมายปริมาณยาง EUDR เหลือ 9 หมื่นตัน จาก 1.3 แสนตัน