ปลาหมอคางดำ 2.5 ตันโผล่บ่อกุ้ง นครศรีฯ

สถานการณ์ ปลาหมอคางดำ 2.5 ตันโผล่บ่อกุ้ง ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังสร้างความกังวลให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำอย่างมาก หลังพบปลาหมอคางดำจำนวนมหาศาลปะปนอยู่ในบ่อเลี้ยงกุ้ง จนทำให้ผลผลิตลดลงและเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการแพร่ระบาดของปลาชนิดดังกล่าวขยายตัวต่อเนื่อง และอาจกระทบต่ออาชีพของคนในพื้นที่เป็นวงกว้าง

นายสมพิศ บุษบก เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เปิดเผยว่า ได้ปล่อยลูกกุ้งลงบ่อจำนวนประมาณ 450,000 ตัว และคาดว่าจะจับกุ้งได้ราว 7-8 ตันตามมาตรฐานการเลี้ยงที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงกำหนดจับกลับได้กุ้งเพียง 4 ตันเท่านั้น ที่น่าตกใจคือภายในบ่อพบปลาหมอคางดำจำนวนมาก โดยสามารถจับขึ้นมาได้ถึง 2.5 ตัน ส่งผลให้ต้องแบกรับภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

ปลาหมอคางดำ 2.5 ตันโผล่บ่อกุ้ง กระทบเกษตรกรหนัก

การเลี้ยงกุ้งแต่ละรอบมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะค่าอาหารกุ้งที่ต้องใช้หลายตัน ยังไม่รวมค่าลูกกุ้ง ค่าแรงงาน ค่าพลังงาน ค่าดูแลระบบน้ำ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อผลผลิตกุ้งลดลง ขณะที่ปลาหมอคางดำกลับเพิ่มจำนวนขึ้น เกษตรกรจึงไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง และกำไรที่ควรได้ถูกแทนที่ด้วยความเสียหายจากปลารุกราน

ปลาหมอคางดำ 2.5 ตันโผล่บ่อกุ้ง สัญญาณภัยในลุ่มน้ำปากพนัง

สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบ่อใดบ่อหนึ่ง แต่มีแนวโน้มแพร่ระบาดครอบคลุมหลายพื้นที่ในลุ่มน้ำปากพนัง เดิมพบการระบาดในหลายตำบลของปากพนังฝั่งตะวันออกและพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนขยายไปยังอำเภอหัวไทร รวมถึงปากพนังฝั่งตะวันตกในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปลาหมอคางดำรุกเข้าสู่แม่น้ำปากพนัง และขยายไปถึงบริเวณปากอ่าวซึ่งเชื่อมต่อกับทะเลอ่าวไทย การแพร่กระจายผ่านระบบแม่น้ำและคลองธรรมชาติทำให้การควบคุมทำได้ยากขึ้น เพราะปลาสามารถเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งน้ำใหม่ รวมทั้งเข้าสู่บ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากหรือช่วงที่มีการเชื่อมต่อของแหล่งน้ำ

ข้อเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาปลารุกราน

ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำ รวมถึงชมรมกุ้งสงขลานครศรีฯ ได้ร้องเรียนและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง โดยต้องการให้ภาครัฐวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการจับปลาหรือช่วยเหลือเป็นครั้งคราว เพราะการระบาดยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่และมีโอกาสขยายวงกว้างกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา สภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราชได้นำเรื่องการแพร่ระบาดเข้าสู่ที่ประชุม และมีมติเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ตรวจสอบและเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญคือการประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถยื่นขอรับเงินชดเชยและการเยียวยาจากรัฐบาลได้

แนวทางแก้ไขควรดำเนินการอย่างรอบด้าน โดยอาจประกอบด้วยการสำรวจจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ การสนับสนุนเครื่องมือกำจัดปลารุกราน การชดเชยความเสียหายตามข้อเท็จจริง และการป้องกันไม่ให้ปลาขยายพันธุ์เพิ่มเติม เกษตรกรเองก็ควรได้รับคำแนะนำเรื่องการจัดการน้ำ การติดตั้งตะแกรงกรอง และการเฝ้าระวังปลาหมอคางดำก่อนนำเข้าสู่บ่อเลี้ยง

  • เร่งสำรวจพื้นที่ระบาดและจัดทำฐานข้อมูลความเสียหาย
  • ประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อเปิดทางให้เกษตรกรเข้าถึงเงินเยียวยา
  • สนับสนุนการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
  • วางระบบป้องกันปลารุกรานเข้าสู่บ่อกุ้งและแหล่งเพาะเลี้ยง
  • ประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัด หน่วยงานประมง และชุมชน

เหตุการณ์ ปลาหมอคางดำ 2.5 ตันโผล่บ่อกุ้ง ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของเกษตรกรรายเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจชุมชน หากยังไม่มีมาตรการที่จริงจัง ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นจนกระทบผู้เลี้ยงสัตว์น้ำทั้งลุ่มน้ำ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งลงพื้นที่ รับฟังเสียงของเกษตรกร และออกมาตรการช่วยเหลืออย่างโปร่งใสและทันเวลา

สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ การรวมตัวแจ้งข้อมูลและติดตามมาตรการภาครัฐถือเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่สังคมควรช่วยกันสนับสนุนสินค้าประมงจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ชุมชนยังสามารถเดินหน้าต่อได้ ท้ายที่สุด การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย และควรเริ่มลงมืออย่างจริงจังก่อนที่ปลาหมอคางดำจะสร้างความเสียหายมากกว่านี้

ที่มา – ย่อยยับ! ปลาหมอคางดำ 2.5 ตัน โผล่บ่อกุ้ง นครศรีฯ วอนพ่อเมืองประกาศเขตภัยพิบัติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *