ปวดหัวข้างเดียวตุบๆ ไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป ระวังคอเสื่อมแฝงตัว

ปวดหัวข้างเดียวตุบๆ ไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป ระวังคอเสื่อมแฝงตัว

หลายท่านมักเข้าใจว่าอาการปวดหัวข้างเดียวตุบๆ คืออาการของโรคไมเกรนเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว อาการนี้อาจไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป! อาจเป็นสัญญาณอันตรายจาก “คอเสื่อม” ที่แฝงตัวมาในรูปแบบของอาการปวดหัว ซึ่งหากไม่แยกแยะให้ออก อาจทำให้รักษาผิดทางและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 หมอเก่งกระดูกและข้อ ได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหัวข้างเดียวว่า อาจไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป โดยระบุว่า “ปวดหัวข้างเดียว… เป็น “ไมเกรน” หรือ “คอเสื่อม”? แยกให้ออกก่อนกินยาฟรีมาเป็นปี!”

คุณอาจเคยบ่นว่า “หมอคะ ปวดหัวข้างเดียวตุบๆ กินยาไมเกรนมา 3 ปีแล้ว ไม่หายขาดสักที ยิ่งวันไหนงานยุ่งๆ ยิ่งปวดร้าวขึ้นกระบอกตาเลยค่ะ จะอ้วกก็ไม่อ้วก แต่มันทรมานจนทำงานไม่ได้” หากคุณรู้สึกว่าอาการนี้คุ้นหูมาก หมอก็อยากขอให้คุณหยุดอ่านบทความนี้สัก 2 นาที เพราะคุณอาจเป็นหนึ่งในผู้ที่ “รักษาผิดโรค” ก็ได้

ปวดหัวข้างเดียวตุบๆ ไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป แต่เป็น “คอเสื่อม”

ใช่ครับ อาการปวดหัวข้างเดียว ไม่ได้มีแค่ไมเกรนเสมอไป แต่มีอีกหนึ่งโรคที่มักเลียนแบบอาการไมเกรน นั่นคือ “โรคปวดศีรษะจากลำคอ” หรือ Cervicogenic Headache ซึ่งมักแฝงตัวมาในรูปแบบของไมเกรน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากหลงทางไปกินยาแก้ปวดและไมเกรนกันมานานโดยไม่หายขาด

คุณแอน (นามสมมติ) อายุ 35 ปี พนักงานบัญชี เธอมีอาการปวดหัวข้างเดียวมานานและคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรน กินยาแก้ปวดเกือบทุกวัน แต่พอหมอลองซักประวัติลึกๆ พบว่าอาการของเธอนั้นเริ่มจากท้ายทอย แล้วค่อยๆ ร้าวขึ้นมาที่เบ้าตาขวา ซึ่งต่างจากไมเกรนที่มักเริ่มจากขมับหรือรอบกระบอกตาโดยตรง

หมอลองกดที่จุด “ข้อต่อกระดูกคอข้อที่ 2” ของคุณแอน ปรากฏว่าเธอร้องโอ๊ยและบอกว่า “ใช่เลยหมอ! มันร้าวไปที่ตาเลย!” จุดนี้เองคือกุญแจสำคัญที่ช่วยยืนยันว่า อาการปวดหัวข้างเดียวตุบๆ ของเธอไม่ใช่ไมเกรน แต่เกิดจาก “คอเสื่อมจากการก้มทำงาน” นั่นเอง

ทำไม “คอ” ถึงทำให้ “ปวดหัว” ได้?

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมคออยู่ข้างล่าง แต่กลับทำให้ปวดหัวหรือกระบอกตาได้ สาเหตุก็เพราะ “เส้นประสาทมันคุยกัน” นั่นเอง

เส้นประสาทที่รับความรู้สึกจาก “คอส่วนบน” (C1-C3) ส่งสัญญาณเข้าไปที่ก้านสมอง ซึ่งดันไปใช้เส้นทางเดียวกับเส้นประสาทที่รับสัญญาณจาก “ใบหน้าและศีรษะ” (Trigeminal nerve) เมื่อกระดูกคอเสื่อมหรือกล้ามเนื้อคอเกร็งมาก ๆ สัญญาณเจ็บปวดจะถูกส่งไปที่ก้านสมอง แต่สมองเกิดความสับสน จึงแปลผลว่าความเจ็บปวดนั้นมาจาก “หัว” หรือ “ตา” แทน จึงเกิดอาการปวดหัวตุบๆ ขึ้นมา

วิธีสังเกตอาการ: แยกไมเกรนกับคอเสื่อมให้ออก

1. จุดเริ่มต้นของความปวด

  • ไมเกรน: มักปวดที่ “ขมับ” หรือ “รอบกระบอกตา” ทันที อาจปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้
  • คอเสื่อม: มักเริ่มปวดตื้อๆ ที่ “ท้ายทอย” หรือ “บ่า” ก่อน แล้วค่อยๆ “ร้าว” ข้ามศีรษะมาที่หน้าผากหรือกระบอกตา (เหมือนตะขอเกี่ยว)

2. ลักษณะการปวด

  • ไมเกรน: ปวดแบบ “ตุบ… ตุบ…” ตามจังหวะชีพจร รุนแรงมากจนต้องนอนพัก
  • คอเสื่อม: ปวดแบบ “ตื้อๆ หนักๆ บีบๆ” (เหมือนมีอะไรมารัดหัว) ความรุนแรงปานกลาง ยังพอฝืนทำงานต่อได้ แต่รำคาญ

3. ตัวกระตุ้น (Triggers)

  • ไมเกรน: แสงจ้า, เสียงดัง, กลิ่นฉุน, อดนอน, ช่วงมีประจำเดือน, หรืออาหารบางชนิด (ช็อคโกแลต, ชีส)
  • คอเสื่อม: “ท่าทาง” ครับ… เช่น นั่งทำงานหน้าคอมนานๆ, ก้มเล่นมือถือ, หันคอเร็วๆ, หรือนอนหมอนสูงเกินไป

4. อาการร่วม

  • ไมเกรน: มักมี “คลื่นไส้ อาเจียน” ตาพร่าเห็นแสงวิบวับ (Aura) แพ้แสง แพ้เสียง
  • คอเสื่อม: มักมี “ปวดคอ บ่า ไหล่” ร่วมด้วยเสมอ บางคนอาจมึนหัว ขยับคอแล้วมีเสียงกรอบแกรบ หรือปวดร้าวลงแขน (แต่จะไม่ค่อยมีคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงเท่าไมเกรน)

การรักษา: ต่างกันสุดขั้ว!

หากวินิจฉัยผิด ชีวิตอาจเปลี่ยนได้ เพราะการรักษาของทั้งสองโรคนั้นต่างกันสุดขั้ว

  • ถ้าเป็น “ไมเกรน”: ต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเฉพาะ (Triptan/Ergot), ยาป้องกันไมเกรน, นอนพักในห้องมืด
  • ถ้าเป็น “คอเสื่อม”: กินยาไมเกรนให้ตายก็ไม่หายครับ! ต้องรักษาที่ต้นเหตุ

การรักษา “คอเสื่อม” มีดังนี้

  1. ปรับพฤติกรรม: เลิกก้มคอ (Text Neck), ปรับระดับจอคอม
  2. กายภาพบำบัด: ยืดกล้ามเนื้อคอ, ดึงคอ, อัลตราซาวด์
  3. ยา: ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดปลายประสาท

หากคุณมีอาการปวดหัวเรื้อรังและรักษาไมเกรนมานานแล้วไม่ดีขึ้น ลองก้มหน้าจับที่ “ท้ายทอย” หรือ “ก้านคอ” ตัวเองดูครับ ถ้ากดแล้วเจ็บจี๊ด หรือกดแล้วความปวดมันแล่นขึ้นหัว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณอาจไม่ได้เป็นโรคทางสมองที่น่ากลัว แต่เป็นแค่โรคทางกล้ามเนื้อและกระดูกที่รักษาให้หายได้

การรักษาให้ถูกทางคือกุญแจสำคัญ บางทีแค่ “ยืดคอ” ถูกวิธี คุณอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งยารักษาอาการปวดหัวอีกต่อไป

ที่มา – หมอชี้ “ปวดหัวข้างเดียวตุบๆ” ไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป แต่เป็น “คอเสื่อม” สุดอันตรายที่ปลอมตัวมา!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *