ปิดหีบการคลังปี 69 เกินเป้า รายได้สุทธิ 2.94 ล้านล้าน

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณที่น่าสนใจจากผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 หรือช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนกันยายน 2569 โดยกระทรวงการคลังรายงานว่า ปิดหีบการคลังปี 69 เกินเป้า รัฐบาลมีรายได้สุทธิอยู่ที่ 2.94 ล้านล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าประมาณการ 27,497 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 122,344 ล้านบาท สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจัดเก็บภาษีสามารถเดินหน้าได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนรายได้ของรัฐบาลมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลประกอบการของภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การกลั่นน้ำมัน และการผลิตไฟฟ้า เมื่อภาคธุรกิจมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ขยายตัวตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ก็ได้รับแรงสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและภาคธุรกิจ

ปิดหีบการคลังปี 69 เกินเป้า รายได้สุทธิแตะ 2.94 ล้านล้านบาท

ตลอดปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้รวม 3.58 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 89,440 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.6% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 5.7% รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากหลายส่วน ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และรายได้จากรัฐวิสาหกิจที่นำส่งคลังมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้

ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญ เพราะช่วยเพิ่มรายได้และกำไรให้กับกลุ่มโรงกลั่นและธุรกิจไฟฟ้า เมื่อผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ดีขึ้น รัฐก็มีโอกาสจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศยังช่วยให้การจัดเก็บ VAT มีทิศทางที่ดี เป็นภาพสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังมีพลัง แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

ปิดหีบการคลังปี 69 เกินเป้า แม้เร่งคืนภาษีให้เอกชน

แม้กระทรวงการคลังจะมีนโยบายเร่งคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการและช่วยให้ภาคธุรกิจนำเงินกลับไปหมุนเวียนในระบบ แต่รายได้สุทธิของรัฐบาลก็ยังสูงกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมอยู่ที่ประมาณ 4.78 แสนล้านบาท

นอกจากการคืนภาษีให้ภาคธุรกิจแล้ว รัฐบาลยังจัดสรรรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. อีกประมาณ 1.57 แสนล้านบาท รายการเหล่านี้เป็นภาระทางการคลังที่ต้องนำมาหักออกจากรายได้รวม อย่างไรก็ตาม หลังจากหักคืนภาษีและจัดสรรรายได้ตามหลักเกณฑ์แล้ว รัฐบาลยังมีรายได้สุทธิ 2.94 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารรายได้

เมื่อพิจารณาผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงาน พบว่ากรมสรรพากรยังคงเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บรายได้สูงสุด โดยมีแรงหนุนจากภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรยังมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ภาครัฐ ขณะที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งสามารถนำส่งรายได้เข้าคลังได้มากขึ้นจากผลประกอบการที่ดี

  • รายได้รัฐบาลสุทธิ: 2.94 ล้านล้านบาท
  • รายได้รัฐบาลรวม: 3.58 ล้านล้านบาท
  • รายได้รวมสูงกว่าประมาณการ: 89,440 ล้านบาท
  • เงินคงคลังปลายปีงบประมาณ: 575,653 ล้านบาท
  • การขาดดุลการคลัง: 3.4% ของ GDP

เงินคงคลังเพิ่มขึ้น สะท้อนฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง

ด้านฐานะการคลังตามระบบกระแสเงินสด รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังรวม 2.94 ล้านล้านบาท และมีการเบิกจ่ายงบประมาณ 3.92 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 894,488 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 575,653 ล้านบาท หรือประมาณ 5.75 แสนล้านบาท

ระดับเงินคงคลังดังกล่าวช่วยเพิ่มความมั่นใจว่ารัฐบาลยังมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับบริหารภาระรายจ่ายและรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม เงินคงคลังที่อยู่ในระดับสูงไม่ได้หมายความว่ารัฐสามารถใช้จ่ายได้โดยไม่มีข้อจำกัด การบริหารงบประมาณยังจำเป็นต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ความคุ้มค่าของโครงการ และความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาว

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ การขาดดุลการคลังในปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 3.4% ของ GDP ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 4.4% ของ GDP ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการกู้เงินได้ดีกว่าที่ประเมินไว้

แนวโน้มการคลังปี 2570 และเป้าหมายลดขาดดุล

สำหรับปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลกำหนดกรอบรายจ่ายไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท พร้อมวางแผนกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 7.88 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 8.4% การลดวงเงินกู้สะท้อนแนวทางการคลังที่ต้องการค่อย ๆ ลดภาระขาดดุลและรักษาความยั่งยืนของฐานะการเงินประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ฐานะการคลังของไทยในปีงบประมาณ 2569 แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ โดยรัฐบาลมีความคืบหน้าในการบริหารรายได้และรายจ่ายตามแผนการคลังระยะปานกลางอย่างชัดเจน กระทรวงการคลังคาดว่าจะสามารถผลักดันการขาดดุลการคลังให้ลดลงสู่ระดับ 3% ของ GDP ได้เร็วกว่ากำหนดเดิม ซึ่งเดิมวางเป้าหมายไว้ภายในปี 2572

โดยสรุป ปิดหีบการคลังปี 69 เกินเป้า ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขรายได้ที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความสามารถในการจัดเก็บภาษี การบริหารสภาพคล่อง และการควบคุมการขาดดุลของภาครัฐ สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือการรักษาความต่อเนื่องของรายได้ในปี 2570 ควบคู่กับการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากภาครัฐยังคงรักษาวินัยการคลังและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม ไทยก็มีโอกาสสร้างฐานะการคลังที่มั่นคงขึ้นในระยะยาว

ที่มา – ปิดหีบการคลังปี 69 เกินเป้า รายได้สุทธิ 2.94 ล้านล้าน สรรพากรเบอร์หนึ่งโกยรายได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *