ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน

ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน

ในวงการขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าที่รอคอยการพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น วันนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด เริ่มจากปัญหาหนี้ค้างชำระที่ยังค้างคา และแผนการขยายฝูงบินรถไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้น

ภาพรถไฟฟ้าบีทีเอส

ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน: ปัญหาหนี้ที่ยังไม่จบ

บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งเป็นบริษัทในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังคงมีหนี้ค้างชำระกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ดำเนินการรถไฟฟ้าบีทีเอส ในส่วนของค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) สำหรับส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน – วงเวียนใหญ่ – บางหว้า และช่วงอ่อนนุช – แบริ่ง รวมถึงส่วนต่อขยายที่ 2 ยอดรวมหนี้ถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท

หนี้ส่วนนี้แบ่งออกเป็นก้อนใหญ่ๆ หลายส่วน โดยหนี้ก้อนที่ 2 มูลค่า 11,811 ล้านบาท (ไม่รวมดอกเบี้ย) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 20 พฤศจิกายน 2565 ล่าสุดศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ให้กทม. และเคทีชำระเงินภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีสิ้นสุด ซึ่งเป็นชัยชนะสำคัญของบีทีเอสซีในการฟ้องร้องครั้งที่สอง

นอกจากนี้ ยังมีหนี้ที่เหลืออีกกว่า 23,000 ล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) จากค่าจ้าง O&M ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงสิงหาคม 2568 แบ่งเป็นหนี้ก้อนที่ 3 ประมาณ 17,596 ล้านบาท (พฤศจิกายน 2565 – ธันวาคม 2567) และก้อนที่ 4 ประมาณ 5,920 ล้านบาท (มกราคม – สิงหาคม 2568) แม้บีทีเอสซีจะยังไม่ฟ้องร้องหนี้ก้อนเหล่านี้ แต่บริษัทมั่นใจว่าจากผลการตัดสินคดีครั้งก่อนๆ ที่ศาลสั่งให้ชำระหนี้ กทม. และเคทีจะต้องรับผิดชอบตามสัญญา

ภาพ會議บีทีเอส

ผลกระทบจากหนี้ค้างชำระต่อการดำเนินงานบีทีเอส

ก่อนหน้านี้ บีทีเอสซีเคยได้รับชำระหนี้จากกทม. และเคทีในคดีแรกแล้ว มูลค่ารวม 37,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหนี้ค่าจ้างติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) สำหรับส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต จำนวน 23,000 ล้านบาท รวมถึงหนี้ O&M อีก 14,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ถูกนำไปชำระหนี้ให้สถาบันการเงินและผู้ถือพันธบัตร ทำให้สภาพคล่องของบริษัทดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อได้รับชำระหนี้ก้อนที่ 2 แล้ว บีทีเอสซีวางแผนนำเงินไปชำระหนี้ส่วนที่เหลือและพัฒนาบริการ เช่น การปรับปรุงระบบความปลอดภัยและความสะดวกให้ผู้โดยสาร ปัจจุบันผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สุขุมวิทและสีลม) อยู่ที่กว่า 800,000 คนต่อวัน ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากช่วงก่อนโควิด-19 ที่มีกว่า 1 ล้านคน แต่ในชั่วโมงเร่งด่วน ความแออัดยังคงเป็นปัญหา

ภาพขบวนรถไฟฟ้า

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ บีทีเอสซีมีแผนจัดหาขบวนรถเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่มี 98 ขบวน 392 ตู้ โดยจะหารือกับเคทีและเริ่มสั่งซื้อลอตใหญ่ในปีหน้า คาดว่าจะรับมอบตั้งแต่ปี 2572 นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มจำนวนตู้ต่อขบวนจาก 4 ตู้เป็น 6 ตู้ เพื่อรองรับผู้โดยสารมากขึ้น ชานชาลาและประตูกั้นพร้อมรองรับแล้ว เพียงปรับระบบสัญญาณเพิ่มเติมเท่านั้น

ภาพผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม สัญญาสัมปทานหลักช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน จะสิ้นสุดในปี 2572 ขณะที่สัญญา O&M ส่วนต่อขยายสิ้นสุดปี 2585 การแก้ไขปัญหาหนี้จะช่วยให้บีทีเอสเดินหน้าพัฒนาได้ต่อเนื่อง

  • ปัญหาหนี้ค้างชำระที่ยังไม่คลี่คลาย
  • แผนสั่งซื้อรถใหม่เพื่อลดความแออัด
  • ผลกระทบต่อผู้โดยสารและการเดินทางในกรุงเทพฯ

ในมุมมองของเรา ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบขนส่ง หากกทม. เร่งชำระหนี้ ลูกค้าจะได้รับบริการที่ดีขึ้นแน่นอน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *