“ป.ป.ช.” ถูกโยงปมร้อน: เปิดประเด็นโซลาร์ฟาร์ม
ประเด็นการเมืองและการตรวจสอบโครงการพลังงานกำลังได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีการตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท โดยเรื่องดังกล่าวถูกส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. พิจารณาเป็นเวลานานกว่า 1 ปี แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนต่อสาธารณะ
จากสถานการณ์นี้ทำให้หัวข้อ “ป.ป.ช.” ถูกโยงปมร้อน กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา โดยเฉพาะคำถามว่า กระบวนการคัดเลือกภาคเอกชน การอนุมัติโครงการ และการจัดทำสัญญาต่าง ๆ ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบของรัฐอย่างครบถ้วนหรือไม่ ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน และยังไม่ควรด่วนสรุปว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดมีความผิด จนกว่าจะมีผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ
“ป.ป.ช.” ถูกโยงปมร้อน จากโครงการโซลาร์ฟาร์ม EEC
โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ผ่านบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOM ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ กฟภ. และมีการร่วมดำเนินธุรกิจกับภาคเอกชน โดยมีบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด หรือ SET เข้ามาเกี่ยวข้อง ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการผลิตไฟฟ้า แต่ยังครอบคลุมถึงรูปแบบการร่วมลงทุน การเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขัน และความเหมาะสมของเงื่อนไขในสัญญา
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เตรียมนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายด้าน โดยเฉพาะการคัดเลือกเอกชนด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งอาจทำให้เกิดคำถามว่า มีการเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่
ข้อสงสัยหลักที่สังคมกำลังติดตาม
- กระบวนการคัดเลือกเอกชน ดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนหรือไม่
- การอนุมัติโครงการ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท PEA ENCOM และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องหรือไม่
- แผนจัดหาไฟฟ้า สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP รวมถึงมติของหน่วยงานกำกับดูแลหรือไม่
- การใช้ที่ดิน มีการเสนอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งอาจติดข้อจำกัดด้านวัตถุประสงค์และกฎหมายหรือไม่
- การทำสัญญา ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าและนิติกรรมต่าง ๆ มีอำนาจรองรับครบถ้วนหรือไม่
- การโอนสิทธิในสัญญา การพยายามโอนสิทธิและหน้าที่จาก PEA ENCOM ไปยังบริษัทเอกชน สอดคล้องกับข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุดหรือไม่
รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในของ PEA ENCOM ระบุว่า การดำเนินโครงการในช่วงปี 2562–2567 อาจมีหลายขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ตั้งแต่การร่วมลงทุน การจัดหาไฟฟ้า การบริหารสัญญา ไปจนถึงประเด็นที่ดินและการโอนสิทธิในสัญญา โดยบริษัทได้ส่งรายงานไปยัง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เพื่อขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีพฤติการณ์ส่อไปในทางมิชอบหรือขัดต่อกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การมีรายงานตรวจสอบภายในไม่ได้หมายความว่าบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมีความผิดแล้ว เพราะยังต้องผ่านกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและการพิจารณาตามขั้นตอน สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือความชัดเจนว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนไหน มีการตรวจสอบประเด็นใดบ้าง และจะมีกรอบเวลาการพิจารณาอย่างไร เพื่อช่วยลดความคลุมเครือและป้องกันการนำเรื่องไปตีความทางการเมือง
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเอกชนกับบุคคลใกล้ชิดอดีตข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับกรรมการของ ป.ป.ช. ประเด็นลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้หลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรอาศัยเพียงกระแสข่าวหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเป็นข้อสรุป หากมีความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเปิดเผยแนวทางป้องกันและขั้นตอนการถอนตัวจากการพิจารณาอย่างเหมาะสม
การเมืองร้อนแรงและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะเดียวกัน บรรยากาศทางการเมืองก็เข้มข้นขึ้นจากการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านตั้งคำถามต่อการบริหารประเทศและเตรียมเสนอประเด็นตรวจสอบหลายด้าน ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงข้อกล่าวหา โดยหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญคือการกำหนดเวลาอภิปราย ฝ่ายรัฐบาลเสนอกรอบเวลาประมาณ 3 วัน ส่วนฝ่ายค้านเห็นว่าควรมีเวลา 5 วัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีถูกอภิปรายหลายคนและมีรายละเอียดจำนวนมาก
ความเห็นต่างเรื่องจำนวนวันสะท้อนว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมือง แต่ยังเป็นเวทีที่ประชาชนต้องการรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างครบถ้วน รัฐบาลควรมีเวลาชี้แจงอย่างเพียงพอ ขณะที่ฝ่ายค้านก็ควรนำเสนอข้อมูลอย่างมีหลักฐานและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การใช้ถ้อยคำรุนแรงอาจเรียกความสนใจได้ในระยะสั้น แต่การอภิปรายที่มีเอกสารชัดเจนจะช่วยให้สังคมตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากกว่า
สำหรับประเด็น “ป.ป.ช.” ถูกโยงปมร้อน สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการตรวจสอบต้องเดินหน้าอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และเท่าเทียม ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน ประชาชนควรได้รับข้อมูลความคืบหน้าเท่าที่กฎหมายอนุญาต พร้อมทั้งเห็นเหตุผลอย่างชัดเจนหากการพิจารณาต้องใช้เวลา
ท้ายที่สุด เรื่องนี้ควรติดตามจากเอกสารทางราชการ ผลการตรวจสอบ และคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่าการคาดเดาในโลกออนไลน์ การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายชี้แจงอย่างเป็นธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ และทำให้โครงการพลังงานขนาดใหญ่ในอนาคตเดินหน้าได้โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก หากหน่วยงานใดมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็ควรเร่งสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ปมร้อนนี้คลี่คลายด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่จบลงด้วยเพียงกระแสข่าว
ที่มา – “ป.ป.ช.” ถูกโยงปมร้อน