“ผีแดง” อาการหนักโดน “โคโม” ไล่ทุบหมดสภาพ
เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส กลายเป็นค่ำคืนที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยากลืมโดยเร็ว เมื่อ “ผีแดง” อาการหนักโดน “โคโม” ไล่ทุบหมดสภาพ 4-1 แม้จะเป็นการแข่งขันในเวทีใหญ่ของยุโรป แต่รูปเกมที่ออกมากลับสะท้อนปัญหาหลายด้านของทีมจากอังกฤษอย่างชัดเจน ทั้งเกมรับที่เสียประตูง่าย แดนกลางที่ครองบอลไม่ได้ และเกมรุกที่แทบสร้างความกดดันให้คู่แข่งไม่สำเร็จ
“ผีแดง” อาการหนักโดน “โคโม” ไล่ทุบหมดสภาพ
โคโม ซึ่งเพิ่งผ่านเข้ามาเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรก กลับเริ่มต้นเกมได้อย่างมั่นใจและไม่เกรงศักดิ์ศรีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแม้แต่น้อย เจ้าถิ่นใช้การเล่นที่รวดเร็ว การเพรสซิ่งที่มีระบบ และการเปลี่ยนจังหวะจากรับเป็นรุกได้อย่างเฉียบคม จนทำให้แนวรับของทีมเยือนต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันตั้งแต่ช่วงต้นเกม
เพียงนาทีที่ 2 โคโมก็ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จาก นิโก ปาซ จอมทัพดาวรุ่งชาวอาร์เจนไตน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถเฉพาะตัวและความกล้าในการเล่น จังหวะดังกล่าวทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดต้องเร่งเกมเพื่อทวงประตูคืน แต่การขึ้นบอลของทีมยังขาดความต่อเนื่อง นักเตะหลายคนจ่ายบอลผิดพลาดและไม่สามารถพาบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผีแดง” อาการหนักโดน “โคโม” ไล่ทุบหมดสภาพ เพราะเกมรับพลาดง่าย
ช่วงครึ่งหลังสถานการณ์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแย่ลงอย่างรวดเร็ว ในนาทีที่ 49 นิโก ปาซ จ่ายบอลให้ อนาสโตซิออส ดูวิกาส ซัดผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไป ทำให้โคโมนำห่าง 2-0 ประตูนี้ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้เจ้าถิ่น ขณะที่นักเตะทีมเยือนเริ่มมีอาการเสียขวัญและขาดสมาธิในการเล่น
จากนั้นในนาทีที่ 57 ปาซฉกบอลจาก คาร์ลอส บาเลบา ก่อนกระชากเข้าไปยิงอย่างเยือกเย็น ส่งให้โคโมหนีเป็น 3-0 จังหวะนี้สะท้อนปัญหาในแดนกลางของแมนฯ ยูไนเต็ดได้เป็นอย่างดี เพราะทีมเสียบอลในพื้นที่อันตรายและไม่มีนักเตะเข้ามาช่วยซ้อนหรือหยุดเกมสวนกลับได้ทันเวลา
- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเสียประตูเร็วตั้งแต่ต้นเกม
- แดนกลางไม่สามารถควบคุมจังหวะการแข่งขันได้
- แนวรับเปิดพื้นที่ให้โคโมโจมตีหลายครั้ง
- เกมรุกสร้างโอกาสทำประตูได้น้อยเกินไป
โคโมยังคงเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่องและไม่ผ่อนเกม แม้จะนำอยู่ถึงสามประตูแล้วก็ตาม กระทั่งนาทีที่ 76 ไกกี บรูโน ดา ซิลวา เปิดบอลให้ จาโกโบ รามอน ขึ้นโขกจมตาข่ายเป็นประตู 4-0 เสียงเชียร์ในสนามดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝั่งแมนฯ ยูไนเต็ดดูเหมือนจะหมดทางกลับมาอยู่ในเกม
ทีมเยือนมาได้ประตูปลอบใจในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+1 จากจังหวะที่ อาหมัด ดิยัลโล เปิดบอลให้ โจชัว เซิร์กซี เกี่ยวบอลลงพื้นหนึ่งจังหวะ ก่อนยิงผ่านตัว ฌอง บูเตซ นายทวารเจ้าถิ่นเข้าไป อย่างไรก็ตาม ประตูดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขัน และเป็นเพียงการลดความเสียหายเท่านั้น
ผลกระทบต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ชนะใครเป็นเกมที่ 7 ติดต่อกันรวมทุกรายการ สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้จัดการทีมและนักเตะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผลงานไม่ได้สะท้อนเพียงความพ่ายแพ้หนึ่งนัด แต่แสดงให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
หลังจบเกม โคโมเก็บเพิ่มเป็น 6 คะแนนจาก 3 นัด และรั้งอันดับ 10 ของตาราง ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ดมีเพียง 3 คะแนน อยู่อันดับ 23 การอยู่ในอันดับดังกล่าวทำให้ทุกเกมที่เหลือมีความสำคัญมากขึ้น ทีมจำเป็นต้องเร่งเก็บคะแนนและยกระดับฟอร์มการเล่น หากต้องการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของรายการ
สิ่งที่แฟนบอลคาดหวังจากเกมถัดไปคือการตอบสนองของทีม นักเตะต้องแสดงความมุ่งมั่นมากกว่าเดิม ลดความผิดพลาดส่วนตัว และสื่อสารกันให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะที่เสียบอลหรือถูกคู่แข่งสวนกลับ หากยังปล่อยให้คู่แข่งสร้างโอกาสได้ง่ายเหมือนเกมนี้ ผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังอาจเกิดขึ้นซ้ำอีก
บทสรุปของเกมที่แฟนผีต้องไม่มองข้าม
เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสกอร์ 1-4 แต่เป็นบทเรียนสำคัญของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โคโมแสดงให้เห็นว่าความกล้า ความมีวินัย และการเล่นเป็นทีมสามารถเอาชนะชื่อชั้นของคู่แข่งได้ ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ดต้องกลับไปทบทวนทั้งแท็กติก ความฟิต สภาพจิตใจ และคุณภาพของการตัดสินใจในสนาม
สำหรับแฟนบอล “ผีแดง” อาการหนักโดน “โคโม” ไล่ทุบหมดสภาพ อาจเป็นประโยคที่สะท้อนความจริงของค่ำคืนนี้ได้ตรงที่สุด แต่ทุกความพ่ายแพ้ยังเป็นโอกาสให้ทีมเรียนรู้ หากผู้เล่นและทีมงานสามารถเปลี่ยนความผิดหวังเป็นแรงผลักดันได้ เกมถัดไปก็ยังมีโอกาสพิสูจน์ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพร้อมลุกขึ้นสู้หรือไม่
มุมมองหลังเกม: แมนฯ ยูไนเต็ดต้องแก้ปัญหาเกมรับและแดนกลางเป็นอันดับแรก พร้อมสร้างความมั่นใจกลับคืนมาให้เร็วที่สุด แฟนบอลควรติดตามเกมถัดไปอย่างใกล้ชิด เพราะนั่นจะเป็นบททดสอบสำคัญของทีมในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญแรงกดดันสูง
ที่มา – “ผีแดง” อาการหนักโดน “โคโม” ไล่ทุบหมดสภาพ



