ผู้นำอินเดียปรับภาษี กดดันคลัง ลุยภาพลักษณ์ต้านสหรัฐ
อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนาเรนทรา โมดี ได้ประกาศการปฏิรูปภาษีในระดับประเทศอย่างครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการ (GST) ที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยจะมีผลในเดือนตุลาคมนี้
ผู้นำอินเดียปรับภาษี กดดันคลัง ลุยภาพลักษณ์ต้านสหรัฐ
การทำงานคลังตึงเครียดจากการลดภาษีGST นี้เป็นผลมาจากความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และตอบโต้การดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% โดยจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้
ทั้งนี้ บริษัทชั้นนำต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย เช่น เนสท์เล่ ซัมซุง และแอลจี อิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดภาษีนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ราคาสินค้าตกต่ำลง แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดหุ้นที่เพิ่งฟื้นตัวไม่นาน
ผลกระทบของนโยบาย
ธนาคาร IDFC First Bank คาดการณ์ว่า การลดภาษีGST จะสามารถช่วยกระตุ้น GDP ของอินเดียได้ราว 0.6% ภายในระยะเวลา 12 เดือน แม้ในขณะเดียวกันประเทศจะต้องยอมรับความเสียหายด้านรายได้ของรัฐบาลปีละประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยหลายรายมีมุมมองว่า การดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญของรัฐบาลโมดี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมภาพลักษณ์ตนเองในฐานะผู้นำที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศต่อการกดดันจากผู้นำสหรัฐฯ
นายราชีด คิดไว นักวิจัยจากมูลนิธิ “ออบเซิร์ฟเวอร์ รีเสิร์ช ฟาวน์เดชัน” (ORF) กล่าวว่า “การลดภาษีนี้เป็นการทุ่มตรงเข้าเป้าความกดดันจากฝ่ายค้าน เนื่องจากการดำเนินการแบบนี้สามารถนำผลตอบแทนทางการเมืองมาสู่รัฐบาลก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในรัฐพิหาร ซึ่งเป็นรัฐที่มีความสำคัญทางการเมืองสูง”
แม้ตลาดหุ้นอินเดียจะยังอ่อนแรงจากการฟื้นตัว แต่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักสำคัญให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐในเรื่องการค้า
เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราควรติดตามการพัฒนานโยบายต่างๆ จากทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อโลกในระยะยาว
ที่มา – ผู้นำอินเดียปฏิรูปภาษีทำการคลังตึงเครียด แต่เสริมภาพลักษณ์สู้การค้ากับสหรัฐ