ผู้บริหารหัวเว่ยชี้ เอไอจีนยังไม่ถึงจุดเสี่ยงแบบสหรัฐ

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็วและเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ล่าสุด เอริค สวี ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย แสดงความคิดเห็นว่า เอไอจีนยังไม่ถึงจุดเสี่ยงแบบสหรัฐ โดยมองว่านักพัฒนาในจีนอาจยังไม่พัฒนาโมเดลเอไอไปถึงระดับที่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเทียบเท่าบริษัทชั้นนำของสหรัฐ

ความเห็นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่วงการเทคโนโลยีกำลังถกเถียงกันอย่างจริงจังว่า การพัฒนาเอไอควรเดินหน้าเร็วเพียงใด และควรมีมาตรการควบคุมในระดับไหน หลายบริษัทในสหรัฐกำลังพัฒนาโมเดลเอไอที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างเนื้อหา การเขียนโปรแกรม และการทำงานแทนมนุษย์บางส่วน ขณะเดียวกัน ความสามารถที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องการกำกับดูแลและความปลอดภัยตามมา

ผู้บริหารหัวเว่ยชี้ เอไอจีนยังไม่ถึงจุดเสี่ยงแบบสหรัฐ

เอริค สวี ระบุว่า ผู้พัฒนาเอไอของจีนควรเดินหน้าสร้างโมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้นต่อไป แต่ต้องทำควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง แนวทางดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากชะลอการพัฒนามากเกินไป อาจทำให้จีนเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศที่กำลังลงทุนด้านเอไออย่างหนัก

ในฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับระบบเอไอที่มีความเป็นอิสระมากกว่าเดิม ระบบรุ่นใหม่อาจสามารถวางแผนงาน ตัดสินใจ เลือกใช้เครื่องมือ และดำเนินการบางอย่างได้ด้วยตัวเอง หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม ระบบเหล่านี้อาจหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกัน หรือทำงานนอกเหนือจากเป้าหมายที่มนุษย์กำหนดไว้

เอไอจีนยังไม่ถึงจุดเสี่ยงแบบสหรัฐ และเหตุผลที่ต้องเร่งพัฒนา

แม้จะมีข้อเสนอจากผู้บริหารบริษัทเอไอบางรายให้ชะลอการพัฒนา เพื่อเปิดโอกาสให้มาตรการป้องกันก้าวทันความสามารถของเทคโนโลยี แต่แนวคิดนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในจีน นักวิจัยและสื่อของรัฐบางส่วนมองว่า หากจีนชะลอการพัฒนาเอไอขั้นสูง บริษัทจากสหรัฐอาจใช้โอกาสนี้รักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเอาไว้ได้

สำหรับมุมมองของหัวเว่ย การพัฒนาให้มีความสามารถใกล้เคียงกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐอาจเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้นักพัฒนาจีนเข้าใจความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น เมื่อระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น นักพัฒนาก็จะสามารถทดสอบจุดอ่อน ประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยได้ละเอียดกว่าเดิม ดังนั้น การสร้างเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงจึงควรดำเนินไปพร้อมกับการวางกรอบกำกับดูแล

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะพัฒนาเอไอหรือหยุดพัฒนา แต่คือการทำให้ทุกขั้นตอนมีความรับผิดชอบมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญกับการทดสอบโมเดล การตรวจสอบผลลัพธ์ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และการกำหนดขอบเขตการทำงานของระบบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเอไอเริ่มถูกนำไปใช้ในภาคการเงิน สุขภาพ การคมนาคม และบริการสาธารณะ

เอไอเอเจนต์อาจเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานเทคโนโลยี

หัวเว่ยคาดการณ์ว่า เอไอเอเจนต์ ซึ่งเป็นระบบที่สามารถวางแผนงาน ตัดสินใจ และใช้งานซอฟต์แวร์หรือเครื่องมือต่าง ๆ โดยอาศัยการกำกับดูแลจากมนุษย์อย่างจำกัด อาจคิดเป็นมากกว่า 90% ของปริมาณการประมวลผลเอไอทั่วโลกภายในปี 2578 การประเมินนี้สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตของเอไออาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตอบคำถามหรือสร้างข้อความ แต่จะขยับไปสู่การเป็นผู้ช่วยที่ทำงานหลายขั้นตอนแทนผู้ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น เอไอเอเจนต์อาจรับคำสั่งให้จัดทำรายงาน แล้วค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลข สร้างเอกสาร และส่งงานให้ผู้เกี่ยวข้องได้โดยอัตโนมัติ ในภาคธุรกิจ ระบบอาจช่วยจัดตารางประชุม ติดตามคำสั่งซื้อ หรือประสานงานระหว่างแผนกต่าง ๆ ความสามารถเหล่านี้ช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ และเพิ่มความเร็วในการทำงาน แต่ก็ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หากระบบตัดสินใจผิดพลาดหรือใช้ข้อมูลไม่เหมาะสม

หัวเว่ยยังประเมินว่า ภายในช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีเอไอเอเจนต์ที่ใช้งานอยู่มากถึง 900,000 ล้านระบบ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวจึงจะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงคุณสมบัติเสริมที่ค่อยเพิ่มเข้ามาภายหลัง การออกแบบระบบให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ มีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง และขอการยืนยันจากมนุษย์ในงานที่มีความเสี่ยง จะช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหาย

หัวเว่ยกับโครงสร้างพื้นฐานเอไอของจีน

หัวเว่ยถือเป็นหนึ่งในผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลรายใหญ่ของจีนสำหรับการฝึกโมเดลเอไอขั้นสูง บริษัทได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดของสหรัฐในการส่งออกชิปประสิทธิภาพสูงไปยังจีนตั้งแต่ปี 2566 สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้จีนต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ ทั้งชิป ระบบคลาวด์ อุปกรณ์ประมวลผล และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับเอไอ

การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญอย่างมาก เพราะโมเดลเอไอขนาดใหญ่ต้องใช้พลังประมวลผลและข้อมูลจำนวนมหาศาล การมีระบบที่เพียงพอจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถฝึกโมเดล ทดลองฟังก์ชันใหม่ และปรับปรุงประสิทธิภาพได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสามารถด้านฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย กฎหมายคุ้มครองข้อมูล และบุคลากรที่เข้าใจความเสี่ยงของระบบอัตโนมัติ

โดยสรุป ความเห็นของหัวเว่ยชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันด้านเอไอระหว่างจีนกับสหรัฐยังคงเดินหน้าต่อไป และแต่ละฝ่ายต่างพยายามหาสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับความปลอดภัย แม้ เอไอจีนยังไม่ถึงจุดเสี่ยงแบบสหรัฐ ในมุมมองของผู้บริหารหัวเว่ย แต่การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะความสามารถของเทคโนโลยีอาจเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดไว้

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป สิ่งที่ควรติดตามไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นผู้นำด้านเอไอ แต่ควรดูด้วยว่าบริษัทต่าง ๆ มีมาตรการปกป้องข้อมูลและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด เอไอที่ดีควรช่วยให้มนุษย์ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้มนุษย์ตรวจสอบและตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อการพัฒนาความสามารถเดินไปพร้อมกับความไว้วางใจและความปลอดภัย

ติดตามพัฒนาการของเอไออย่างรู้เท่าทัน และตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวทุกครั้งก่อนนำระบบอัตโนมัติมาใช้งาน เพราะการเตรียมตัวของผู้ใช้วันนี้จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากเอไอได้อย่างมั่นใจในอนาคต

ที่มา – ผู้บริหารหัวเว่ยชี้ “เอไอจีน” ยังไม่ถึงจุดเสี่ยงแบบของสหรัฐ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *