ผู้ปกครองร้อง ลูกชาย 9 ขวบถูกครูสั่งยืนไหว้หน้าห้อง 1 ชม./วัน
กรณีผู้ปกครองร้องขอความเป็นธรรม ลูกชาย 9 ขวบ ถูกครูสั่งยืนไหว้หน้าห้องวันละชั่วโมง นานเกือบเดือน ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ปกครองและครูอาจารย์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง ผู้ปกครองวัย 47 ปี ได้พาลูกชายวัย 9 ขวบ เด็กชายเอ (นามสมมุติ) เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมสื่อมวลชน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังพบว่าลูกชายถูกครูประจำชั้นลงโทษด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม
ผู้ปกครองร้องขอความเป็นธรรม ลูกชาย 9 ขวบ ถูกครูสั่งยืนไหว้หน้าห้องวันละชั่วโมง นานเกือบเดือน
เด็กชายเอเล่าว่าหลังช่วงพักกลางวัน เขาและเพื่อนๆ ได้ลงไปวิ่งเล่นบริเวณด้านล่างของอาคารเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ครูเคยสั่งห้ามไว้ เนื่องจากเป็นเขตอันตราย สิ่งที่เกิดขึ้นคือครูสั่งให้ยืนพนมมือไหว้อยู่หน้าห้องเรียน วันละประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อเนื่องนานเกือบ 1 เดือน โดยมีเพื่อนร่วมชั้นอีกเกือบ 10 คนที่ถูกลงโทษแบบเดียวกัน เด็กชายเอยอมรับว่ารู้สึกอายมาก จนไม่อยากมาโรงเรียน ส่งผลให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป ผู้ปกครองสังเกตเห็นลูกไม่อยากไปเรียน จึงสอบถามจนทราบความจริง ก่อนตัดสินใจนำเรื่องเข้าหาผู้บริหารโรงเรียน
คำชี้แจงจากครูประจำชั้น
ครูผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงว่า สาเหตุที่ห้ามนักเรียนลงไปวิ่งเล่นในบริเวณนั้นเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงใกล้สอบกลางภาค ครูยอมรับว่าได้แจ้งนักเรียนล่วงหน้าว่าหากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษให้ยืนไหว้หน้าห้อง และมาตรการนี้เริ่มใช้กับนักเรียนที่ฝ่าฝืนมาได้ราว 2 สัปดาห์เท่านั้น ครูยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจรังแก แต่ต้องการสอนให้เด็กเชื่อฟังและหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
การรับมือของโรงเรียน
ผู้อำนวยการโรงเรียนรับทราบเรื่องทันทีและรับปากว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองพูดคุยโดยตรง พร้อมพูดปลอบใจเด็กเพื่อลดความกังวล นอกจากนี้ ครูผู้เกี่ยวข้องถูกให้ทำบันทึกชี้แจง ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ และจัดทำข้อตกลงแนวปฏิบัติใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ปัจจุบันกรณีนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนเป็นหลัก
ผลกระทบจากการลงโทษที่ไม่เหมาะสมต่อเด็ก
เหตุการณ์ผู้ปกครองร้องขอความเป็นธรรม ลูกชาย 9 ขวบ ถูกครูสั่งยืนไหว้หน้าห้องวันละชั่วโมง นานเกือบเดือน สะท้อนปัญหาการลงโทษในโรงเรียนไทยที่อาจเกินกว่าเหตุ เด็กวัย 9 ขวบอยู่ในวัยที่จิตใจบอบบาง การยืนไหว้หน้าห้องนานๆ โดยเฉพาะต่อหน้าเพื่อนๆ สามารถก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ เช่น ความอับอาย ความกลัว และการสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ไม่อยากไปโรงเรียน 成绩ตก หรือแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้าในระยะยาว
ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ. 2529 (แก้ไขเพิ่มเติม) ห้ามการลงโทษที่ทำให้เด็กเสื่อมเสียชื่อเสียง ร่างกายบอบช้ำ หรือจิตใจบอบช้ำ การยืนไหว้ต่อ้านานเกือบเดือนจึงอาจเข้าข่ายผิดระเบียบ สิทธิเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ก็กำหนดให้เด็กมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม
แนวทางการลงโทษเด็กที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
แทนที่จะใช้การลงโทษที่ทำให้อาย ครูควรใช้วิธีบวก เช่น:
- การสอนเหตุผล: อธิบายว่าทำไมห้ามวิ่งเล่นตรงนั้น เพื่อให้เด็กเข้าใจ
- Timeout สั้นๆ: ให้หยุดพัก 5-10 นาที แล้วพูดคุย
- กิจกรรมชดเชย: ให้ช่วยทำความสะอาดหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์
- ระบบรางวัล: ชมเชยเด็กดีเพื่อส่งเสริมพฤติกรรม
- ปรึกษาผู้ปกครอง: ร่วมกันหาทางแก้
วิธีเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้โดยไม่ traumatized และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู-นักเรียน
จากกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่าครูหลายคนมีเจตนาดีแต่ขาดการอบรมทักษะการจัดการชั้นเรียนสมัยใหม่ โรงเรียนควรจัดอบรมครูเรื่อง Positive Discipline เพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกันในอนาคต
สุดท้ายแล้ว การศึกษาไม่ใช่แค่สอนความรู้ แต่ต้องคำนึงถึงพัฒนาการทั้งกายใจ ความเห็นส่วนตัวคือ ครูสมควรได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แต่การลงโทษต้องอยู่ในกรอบที่ไม่ทำร้ายเด็ก หากปล่อยไว้ อาจสร้างรอยแผลในใจที่แก้ยาก
คุณคิดอย่างไรกับกรณีผู้ปกครองร้องขอความเป็นธรรมนี้? มีประสบการณ์คล้ายกันหรือไม่ แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้สังคมตระหนักมากขึ้น!
ที่มา – ผู้ปกครองร้องขอความเป็นธรรม ลูกชาย 9 ขวบ ถูกครูสั่งยืนไหว้หน้าห้องวันละชั่วโมง นานเกือบเดือน