ผู้ว่าฯ ลพบุรี จัดการน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ผู้ว่าฯ ลพบุรี จัดการน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หลังสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มสูงเกินกว่าความจุปกติ โดยจังหวัดลพบุรีร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินปริมาณน้ำไหลเข้า วางแผนการระบายน้ำ และเตรียมมาตรการรองรับฝนที่อาจตกหนักในช่วงต่อจากนี้

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำทีมลงพื้นที่บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พร้อมรับฟังรายงานจากหน่วยงานด้านชลประทานเกี่ยวกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแนวโน้มสถานการณ์ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุล ลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ท้ายน้ำ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ

ผู้ว่าฯ ลพบุรี จัดการน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 930.78 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 106.80 เปอร์เซ็นต์ของความจุเก็บกักปกติ ถือเป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างประมาณ 550.27 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือราว 47.54 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่วนปริมาณการระบายอยู่ที่ประมาณ 115.08 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 9.94 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ามวลน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนมีปริมาณมากกว่าน้ำที่ระบายออก จึงจำเป็นต้องวางแผนเพิ่มการระบายน้ำอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อควบคุมระดับน้ำภายในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และรักษาความมั่นคงของโครงสร้างเขื่อน การปรับแผนจะพิจารณาจากปริมาณฝน สภาพพื้นที่รับน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนท้ายน้ำเป็นสำคัญ

แนวทางระบายน้ำแบบขั้นบันได

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเดิม 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 115 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ก่อนเตรียมเพิ่มอัตราการระบายเป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 การปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดช่วยให้หน่วยงานมีเวลาประเมินผลกระทบและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างเหมาะสม

การระบายน้ำในลักษณะนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหลายหน่วยงาน ทั้งข้อมูลฝน ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน ระดับน้ำในลำน้ำ และสถานการณ์ในพื้นที่ท้ายน้ำ หากมีการเพิ่มอัตราการระบายเร็วเกินไป อาจทำให้ระดับน้ำในบางพื้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนให้สอดคล้องกับสภาพจริง

พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 3–6 ตุลาคม จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และจังหวัดลพบุรี ส่งผลให้หลายพื้นที่อาจมีฝนตกหนักและมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น จังหวัดลพบุรีจึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับมือ รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขื่อนพระราม 6 อำเภอพัฒนานิคม และพื้นที่ใกล้เคียง

ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ทางน้ำหรือพื้นที่ลุ่มต่ำควรติดตามประกาศจากจังหวัด กรมชลประทาน และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ หากมีสิ่งของสำคัญ เอกสาร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในจุดเสี่ยง ควรเคลื่อนย้ายขึ้นที่สูงล่วงหน้า รวมถึงตรวจสอบเส้นทางเดินทางและเตรียมช่องทางติดต่อฉุกเฉินภายในครอบครัว

  • ติดตามประกาศการระบายน้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการ
  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ประตูระบายน้ำ คันกั้นน้ำ และริมตลิ่งที่มีกระแสน้ำแรง
  • เตรียมถุงยังชีพ ยาประจำตัว ไฟฉาย และอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อม
  • ย้ายรถยนต์และทรัพย์สินสำคัญไปไว้ในพื้นที่สูง หากอยู่ในจุดเสี่ยงน้ำท่วม
  • แจ้งผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยติดเตียงให้เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุฉุกเฉิน

ผู้ว่าฯ ลพบุรี จัดการน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ด้วยการบูรณาการกำลังและข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากมวลน้ำที่เพิ่มขึ้น การสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจนจะช่วยให้ประชาชนวางแผนรับมือได้ดีขึ้น ขณะที่การระบายน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยของเขื่อนกับผลกระทบต่อชุมชน

สถานการณ์น้ำยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าอ่าง ประชาชนจึงไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการและเตรียมความพร้อมไว้เสมอ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ชุมชน และประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านช่วงเวลาที่มีน้ำมากไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ผู้ว่าฯลพบุรี บูรณาการร่วมหลายหน่วยงาน บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ล่าสุดน้ำขึ้นสูงเกินกว่าความจุ 100 %

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *