ฝีดาษลิง โรคติดต่อจากการสัมผัส

ฝีดาษลิง โรคติดต่อจากการสัมผัส เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากสามารถแพร่จากคนสู่คนได้เมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง เลือด หรือสารคัดหลั่งจากร่างกาย โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Monkeypox virus และมีต้นกำเนิดจากการติดเชื้อในสัตว์ ก่อนจะแพร่จากสัตว์สู่คนและจากคนสู่คนในเวลาต่อมา

แม้โรคฝีดาษลิงจะไม่ได้แพร่กระจายง่ายจากการอยู่ร่วมสถานที่เดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่การสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน การใช้สิ่งของร่วมกัน หรือการสัมผัสบริเวณที่มีเชื้อปนเปื้อน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ วิธีติดต่อ และการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน

ฝีดาษลิง โรคติดต่อจากการสัมผัส ติดต่อได้อย่างไร

โรคฝีดาษลิงสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ โดยสัตว์ที่อาจเป็นพาหะ ได้แก่ หนู กระรอก และลิง การสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ การถูกกัดหรือข่วน รวมถึงการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของสัตว์ อาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสผื่นหรือตุ่มโดยตรง การสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เลือด หรือสารคัดหลั่ง รวมถึงการใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ติดเชื้อ

การอยู่ใกล้ชิดและพูดคุยกับผู้ติดเชื้อเป็นเวลานานอาจมีความเสี่ยงจากละอองฝอยขนาดใหญ่ในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเมื่อมีการไอหรือจาม นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้ออาจถ่ายทอดเชื้อไปยังทารกผ่านทางรกได้ จึงควรแจ้งแพทย์ทันทีหากมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยหรือมีอาการน่าสงสัย

อาการฝีดาษลิงที่ควรสังเกต

หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการภายในประมาณ 6-13 วัน และบางรายอาจใช้เวลาถึง 21 วัน ระยะเริ่มต้นมักมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และมีต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งลักษณะต่อมน้ำเหลืองโตเป็นจุดที่ช่วยแยกโรคฝีดาษลิงออกจากโรคสุกใสหรือโรคฝีดาษคนได้ในบางกรณี อาการระยะนี้อาจเกิดขึ้นได้นานประมาณ 5 วัน

หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่น โดยในช่วงแรกอาจเป็นผื่นแบน ก่อนพัฒนาเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำใส หรือตุ่มหนอง และเปลี่ยนเป็นสะเก็ดในที่สุด ผื่นมักพบที่ใบหน้า แขน ขา ฝ่ามือ และฝ่าเท้า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นที่เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุตา อวัยวะเพศ หรือบริเวณทวารหนักได้เช่นกัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นเพียงไม่กี่ตุ่ม และบางคนอาจไม่มีไข้ร่วมด้วย

รูปแบบอาการในผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ผื่นอาจเกิดขึ้นหลายระยะพร้อมกัน และมักมีอาการเจ็บมากกว่าคัน ตำแหน่งที่พบบ่อยในปัจจุบันคืออวัยวะเพศ รองลงมาคือบริเวณลำตัว แขน ขา และใบหน้า หากมีตุ่มหรือแผลผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักหลังจากมีประวัติเสี่ยง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างเหมาะสม

การดูแลตัวเองและการป้องกันฝีดาษลิง

ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น แยกของใช้ส่วนตัว และปิดแผลอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้แอลกอฮอล์เจล ก่อนและหลังสัมผัสผื่น รวมถึงทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่อาจปนเปื้อนเชื้อ

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มหนองของผู้อื่นโดยตรง
  • ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย
  • งดการมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมที่มีการสัมผัสผิวหนังอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ล้างมือเป็นประจำและทำความสะอาดบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อย
  • หากมีไข้ ผื่น หรือตุ่มผิดปกติ ควรสวมหน้ากากและเข้ารับการตรวจ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักฟื้นตัวได้เองภายในประมาณ 2-4 สัปดาห์ การรักษามักเน้นการดูแลตามอาการ เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อน รับยาลดไข้หรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำ และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ไม่ควรแกะ เกา หรือบีบตุ่ม เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อและเกิดรอยแผลเป็นได้

หากผื่นมีอาการปวดมาก บวม แดง มีหนอง ไข้สูง หายใจลำบาก ปวดศีรษะรุนแรง ซึมลง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ควรรีบไปโรงพยาบาล ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่าคนทั่วไป

โดยสรุป ฝีดาษลิง โรคติดต่อจากการสัมผัส สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นและสารคัดหลั่ง รักษาสุขอนามัย และสังเกตอาการของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติอย่าปล่อยให้กังวลอยู่คนเดียว การพบแพทย์เร็วช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำที่ถูกต้อง พร้อมลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิดได้

ที่มา – รู้จักฝีดาษลิง โรคที่แพร่กระจายในช่วงนี้ ติดต่อจากการสัมผัส

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *