พจน์ชี้คอร์รัปชันเป็นมะเร็งเศรษฐกิจ
พจน์ชี้คอร์รัปชันเป็นมะเร็งเศรษฐกิจ และไม่ใช่ปัญหาของภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชน ภาครัฐ และสังคมไทยในทุกระดับ เพราะเมื่อทรัพยากรสาธารณะถูกนำไปใช้ไม่ถูกต้อง งบประมาณที่ควรนำไปพัฒนาการศึกษา โรงพยาบาล ถนน หรือบริการสาธารณะ อาจไปไม่ถึงผู้ที่ควรได้รับอย่างเต็มที่
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มองว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำลายความเป็นธรรม ลดโอกาสของประชาชน และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบโดยรวม เมื่อกติกาถูกบิดเบือน คนที่ตั้งใจทำธุรกิจอย่างสุจริตอาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ที่ใช้ช่องทางไม่ถูกต้องกลับได้รับความได้เปรียบ
พจน์ชี้คอร์รัปชันเป็นมะเร็งเศรษฐกิจของประเทศ
คำเปรียบเทียบว่าคอร์รัปชันเป็น “มะเร็งเศรษฐกิจ” สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหานี้ค่อย ๆ กัดกินระบบจากภายใน แม้บางครั้งผลกระทบอาจไม่ปรากฏทันที แต่ในระยะยาวจะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนา เพิ่มต้นทุนการทำธุรกิจ และลดความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่า การปฏิบัติตามกฎอาจไม่เพียงพอ หากระบบยังเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์หรือการจ่ายสินบน
ภาคเอกชนทำงานต่อต้านคอร์รัปชันมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 15 ปี ผ่านการรวมพลังขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันและเครือข่ายจากหลายภาคส่วน การก่อตั้งโครงการ “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่มุ่งเปลี่ยนจากการรณรงค์ให้สังคมตระหนักรู้ ไปสู่การลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
พจน์ชี้คอร์รัปชันเป็นมะเร็งเศรษฐกิจ ต้องแก้ตั้งแต่ต้นเหตุ
ตลอดระยะเวลา 1 ปี โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคเอกชนและบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 50 แห่ง รวมถึงหน่วยงานจากตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ ภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องอาศัยพลังร่วม ไม่สามารถฝากความหวังไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง
แนวทางสำคัญคือการมองให้ลึกกว่าการ “ฟ้อง จับ จบ” แม้การปราบปรามผู้กระทำผิดจะมีความจำเป็น แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนควรเริ่มจากการปิดช่องทางที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก ทั้งกฎหมาย กฎระเบียบ ขั้นตอนการขออนุญาต และการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ หากระบบมีความชัดเจน ตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีช่วยลดการพบปะที่ไม่จำเป็น โอกาสในการเรียกรับผลประโยชน์ก็จะลดลง
ภาครัฐสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการทบทวนกฎกระทรวง ประกาศ และขั้นตอนการทำงานที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการ การเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการสร้างระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและผู้ที่ปฏิเสธการจ่ายสินบน เพราะการยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ควรทำให้บุคคลหรือบริษัทต้องเผชิญความเสี่ยงเพียงลำพัง
“ไม่จ่าย” จุดเริ่มต้นของธุรกิจโปร่งใส
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือคำว่า “ไม่จ่าย” เพราะตราบใดที่ยังมีผู้จ่าย ก็ย่อมมีผู้รับ แต่หากภาคเอกชนร่วมกันปฏิเสธการจ่ายสินบนอย่างจริงจัง พื้นที่ของคอร์รัปชันจะค่อย ๆ ลดลง การไม่จ่ายไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ธุรกิจหยุดชะงัก แต่หมายถึงการสร้างระบบภายในที่ช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและมีหลักฐานรองรับ
ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันที่ชัดเจน สื่อสารให้พนักงานทุกระดับเข้าใจ และกำหนดขั้นตอนรับมือเมื่อพบการเรียกรับผลประโยชน์ การตรวจสอบคู่ค้า การแยกหน้าที่อนุมัติและตรวจรับงาน ตลอดจนการจัดทำบัญชีที่โปร่งใส ล้วนเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ ผู้บริหารต้องแสดงจุดยืนด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพราะวัฒนธรรมองค์กรจะเปลี่ยนแปลงได้เมื่อทุกคนเชื่อว่า ความซื่อสัตย์เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่เพียงคำประกาศบนเอกสาร
- ประกาศนโยบายไม่จ่ายสินบนอย่างเป็นทางการ
- จัดอบรมพนักงานและคู่ค้าเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน
- สร้างช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัยและรักษาความลับ
- ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
- บันทึกค่าใช้จ่ายและการติดต่อกับหน่วยงานรัฐอย่างโปร่งใส
การต่อต้านคอร์รัปชันจึงไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐหรือองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถเริ่มต้นได้จากมาตรการที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง เช่น การกำหนดผู้รับผิดชอบด้านธรรมาภิบาล การทำบัญชีให้ตรวจสอบได้ และการสร้างความเข้าใจกับพนักงานว่าการจ่ายเงินเพื่ออำนวยความสะดวกอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมาย ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือในระยะยาว
ประเทศไทยมีนโยบายและแนวทางต่อต้านคอร์รัปชันอยู่ไม่น้อย แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้นโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมายและระบบงาน ไปจนถึงการสร้างพฤติกรรมใหม่ในภาคธุรกิจและสังคม หากทุกฝ่ายร่วมกันเปลี่ยนจากการยอมจำนนต่อระบบเดิมมาเป็นการยืนยันหลักการ “ไม่จ่าย” ประเทศไทยก็มีโอกาสยกระดับความโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่น และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ในมุมมองของผู้เขียน ประเด็นที่ พจน์ชี้คอร์รัปชันเป็นมะเร็งเศรษฐกิจ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงข่าวหรือคำปราศรัย แต่ควรกลายเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกองค์กร การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ของบริษัทหนึ่งแห่งหรือคนหนึ่งคน แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง ย่อมสร้างแรงผลักดันให้ระบบทั้งประเทศโปร่งใสขึ้นได้ ธุรกิจที่ไม่จ่ายและยืนหยัดในความถูกต้องจึงไม่ได้เพียงปกป้องตัวเอง แต่กำลังช่วยสร้างอนาคตที่เป็นธรรมให้กับสังคมไทย
ที่มา – “พจน์” ชี้คอร์รัปชันมะเร็งเศรษฐกิจ จี้เอกชนต้อง “ไม่จ่าย” ให้ได้