พรรคประชาชนจี้แก้มลพิษกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี
ปัญหา พรรคประชาชนจี้แก้มลพิษกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์มลพิษที่อาจแพร่กระจายมากับน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาซ้อนกันทั้งน้ำท่วมและความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรมที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบ ควบคุมสถานการณ์ และสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนกับประชาชนโดยเร็ว
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนได้กล่าวถึงปัญหาการรั่วไหลของสารพิษจากกากขยะอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในพื้นที่สีแดงที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วม เนื่องจากอยู่ในเขตลุ่มน้ำบางปะกง เช่นเดียวกับจังหวัดฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม การเกิดน้ำท่วมจึงไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนหรือพื้นที่เกษตรเท่านั้น แต่ยังอาจพาสารปนเปื้อนออกไปยังพื้นที่โดยรอบด้วย
พรรคประชาชนจี้แก้มลพิษกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า จากการลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและการตรวจสอบภาพถ่ายจากโดรน พบความเสี่ยงที่น้ำอาจปนเปื้อนมลพิษจากกากอุตสาหกรรมเดิม โดยกากดังกล่าวอาจไหลครอบคลุมระยะทางอย่างน้อยประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่บ่งชี้ว่า ขอบเขตของผลกระทบอาจไกลกว่านั้นมาก
เดิมมีการประเมินว่าปัญหาอาจจำกัดอยู่ในพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ แต่ต่อมากลับมีประชาชนจากพื้นที่ห่างออกไปแจ้งเบาะแสและร้องเรียนเพิ่มเติม หากสิ่งที่พบเป็นคราบน้ำมันหรือสารพิษจริง ย่อมมีโอกาสส่งผลกระทบต่อไร่นา แหล่งน้ำ สัตว์น้ำ และชุมชนที่อยู่ตามเส้นทางการไหลของน้ำ ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้การตรวจสอบเชิงวิทยาศาสตร์และการประกาศข้อมูลอย่างเป็นทางการมีความสำคัญอย่างยิ่ง
พรรคประชาชนจี้แก้มลพิษกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรีและเร่งตรวจน้ำ
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากคือความล่าช้าของหน่วยงานรัฐในการเก็บตัวอย่างน้ำ โดยมีการตรวจสอบและเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วมและมีข้อเรียกร้องจากประชาชนแล้วประมาณหนึ่งสัปดาห์ ความล่าช้าอาจทำให้หลักฐานบางส่วนเปลี่ยนแปลงหรือเจือจาง จนส่งผลต่อความแม่นยำในการประเมินความรุนแรงของมลพิษ
คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และเตรียมติดตามผลการตรวจสอบจากกรมควบคุมมลพิษอย่างใกล้ชิด ผลตรวจควรระบุให้ชัดเจนว่าน้ำมีสารปนเปื้อนชนิดใด อยู่ในระดับเท่าใด และมีพื้นที่ใดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจได้ เพื่อให้ชุมชนสามารถป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
นอกจากกรมควบคุมมลพิษแล้ว กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการกากสารพิษและฟื้นฟูพื้นที่ตามอำนาจของพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย หน่วยงานสามารถเข้าไปดำเนินการควบคุม กำจัด หรือฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ถูกเปิดเผยคือข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้การดำเนินงานอาจไม่รวดเร็วเท่าที่สถานการณ์ต้องการ
ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อคุ้มครองชุมชน
พรรคประชาชนเสนอว่า หากกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีงบประมาณไม่เพียงพอ รัฐบาลควรพิจารณาใช้งบกลาง เพราะกรณีนี้เป็นเหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน การรอขั้นตอนงบประมาณตามปกติอาจทำให้สารปนเปื้อนกระจายตัวมากขึ้น และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูในอนาคต การจัดการควรครอบคลุมตั้งแต่การกั้นพื้นที่เสี่ยง การเก็บกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัย การตรวจคุณภาพน้ำและดิน ไปจนถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
- เร่งเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และตะกอนในจุดเสี่ยงหลายตำแหน่ง
- ประกาศพื้นที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- จัดทำแผนกำจัดกากอุตสาหกรรมและฟื้นฟูพื้นที่โดยผู้เชี่ยวชาญ
- ตรวจสอบผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์น้ำ
- เปิดเผยผลตรวจและความคืบหน้าให้ประชาชนตรวจสอบได้
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการฝังกลบของเสียอุตสาหกรรม โดยนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า มีบางโครงการขอขยายกำลังการผลิตจากเดิม 100,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน ทั้งที่กิจการฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายถูกระบุว่าเป็นประเภทกิจกรรมที่ต้องจัดทำ EIA
ข้อถกเถียงเกิดขึ้นจากการตีความเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติโรงงาน ซึ่งอาจพิจารณาการขยายโรงงานจากการเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหรือแรงม้า รวมถึงการขยายพื้นที่โครงการ เงื่อนไขทั้งสองรูปแบบอาจนำไปสู่การพิจารณาที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีคำอธิบายจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. ว่าโครงการลักษณะดังกล่าวต้องจัดทำ EIA หรือไม่
ความชัดเจนเรื่อง EIA มีความสำคัญ เพราะพื้นที่ตั้งโครงการอยู่ในบริเวณลุ่มต่ำที่มีโอกาสถูกน้ำท่วม และโดยรอบเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หากมีการนำกากอุตสาหกรรมจำนวนมากมากองหรือฝังกลบในพื้นที่ดังกล่าว ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงงาน แต่ยังอาจกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ดิน น้ำ พืชผล สัตว์น้ำ ไปจนถึงผู้บริโภค การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจึงควรเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนการอนุญาตหรือขยายกิจการ
กรณี พรรคประชาชนจี้แก้มลพิษกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี จึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หน่วยงานรัฐควรทำงานเชิงรุกมากกว่ารอให้เกิดข้อร้องเรียน ควรมีระบบติดตามพื้นที่เสี่ยงก่อนฤดูฝน แผนรับมือกรณีน้ำท่วม และช่องทางแจ้งเหตุที่ประชาชนเข้าถึงได้ทันที
ในมุมมองของประชาชน การแก้ปัญหาครั้งนี้ควรยึดหลักความโปร่งใสและการป้องกันไว้ก่อน หากยังไม่มีผลตรวจยืนยันที่ชัดเจน ก็ควรแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงและลดการสัมผัสน้ำหรือผลผลิตจากพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราว การเร่งตรวจสอบ ใช้งบประมาณฉุกเฉิน และกำหนดมาตรฐาน EIA ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสียหายระยะยาวได้ สังคมควรติดตามผลการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคุ้มครองชุมชนเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงคำประกาศหลังเกิดเหตุแล้วเท่านั้น
ที่มา – ‘พรรคประชาชน’ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี