พลพีร์แฉสารเคมีรั่วไหล โยงนอมินีทุนต่างชาติ
กรณีสารเคมีรั่วไหลในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก หลังมีรายงานว่าช่วงเกิดน้ำท่วม สารปนเปื้อนอาจถูกพัดพาไปยังพื้นที่โดยรอบ และส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ประกอบอาชีพประมง รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณโรงงาน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่พบความผิดปกติจริง และได้ประสานกระทรวงอุตสาหกรรมให้ตรวจสอบโรงงาน พร้อมพิจารณาดำเนินการปิดโรงงานที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ถูกจับตามองไม่ได้มีเพียงเรื่องการรั่วไหลของสารเคมีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้นและความเชื่อมโยงทางธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องด้วย โดยเจ้าหน้าที่พบคนไทย 2 นามสกุลถือหุ้นใน 2 บริษัทในลักษณะไขว้กัน อีกทั้งทั้งสองบริษัทใช้สำนักงานบัญชีและผู้สอบบัญชีรายเดียวกัน จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร และมีการใช้บุคคลไทยเป็นนอมินีเพื่อดำเนินธุรกิจแทนทุนต่างชาติหรือไม่
พลพีร์แฉสารเคมีรั่วไหล โยงนอมินีทุนต่างชาติ
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า บริษัทหนึ่งเคยมีทุนจดทะเบียนประมาณ 5 ล้านบาท ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่อีกบริษัทมีทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300 ล้านบาท รวมถึงมีทรัพย์สินมากกว่า 570 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุน เอกสารการถือหุ้น และการได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดถือเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังต้องรอผลจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย
พลพีร์แฉสารเคมีรั่วไหล โยงนอมินีทุนต่างชาติ ต้องตรวจเส้นเงิน
กระทรวงมหาดไทยได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมถึงการถือครองที่ดินของบริษัทที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำผิดกฎหมาย อาจมีการดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงพิจารณาจำหน่ายทรัพย์สินหรือดำเนินคดีตามฐานความผิดที่ตรวจพบ นอกจากนี้ ยังมีการประสานกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขนย้ายกากหรือขยะพิษออกจากพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนเพิ่มเติม
ในส่วนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นายพลพีร์ระบุว่า ข้อเสนอเรื่องการเยียวยาจากบริษัทอาจยังไม่เพียงพอ เพราะจำเป็นต้องพิจารณาความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา หากพบว่าการดำเนินงานของโรงงานเป็นเหตุให้สารพิษรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม ผู้ได้รับความเสียหายควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูอาชีพ ค่าเสียหายจากผลผลิตทางการเกษตรหรือประมง รวมถึงการตรวจสุขภาพของผู้ที่อาจสัมผัสสารปนเปื้อน
อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือกระบวนการนำเข้าวัตถุหรือของเสียผ่านท่าเรือและกรมศุลกากร เนื่องจากมีข้อสังเกตว่าของเสียจำนวนมากอาจถูกนำเข้ามาฝังหรือจัดเก็บในจังหวัดปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่จึงควรตรวจสอบเอกสารสำแดงสินค้าอย่างละเอียด ไม่ควรพิจารณาเพียงน้ำหนักของตู้คอนเทนเนอร์ แต่ต้องตรวจสอบว่าของที่อยู่ภายในตรงกับเอกสารหรือไม่ มีการสำแดงประเภทวัตถุถูกต้องหรือเปล่า และผ่านขั้นตอนอนุญาตตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่
ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เห็นได้ชัดในกลุ่มผู้ทำประมง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้งและปลาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและสารปนเปื้อน การอธิบายว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากน้ำเน่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากมีหลักฐานว่าสารเคมีไหลลงสู่แหล่งน้ำจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ตะกอน และสัตว์น้ำ เพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือ พร้อมเปิดเผยผลตรวจให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส
สำหรับผู้บริโภค หากพบปลาหรือสัตว์ที่ตายผิดปกติในแม่น้ำ ไม่ควรนำมารับประทานหรือจำหน่ายต่อ ควรแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ ส่วนผักหรือผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่น้ำท่วมควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ตรวจสอบได้ และล้างทำความสะอาดตามหลักสุขอนามัย อย่างไรก็ตาม การล้างเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถกำจัดสารเคมีบางชนิดได้ จึงควรรอคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อมีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ ดิน หรือกากของเสียในพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง
- ไม่เก็บสัตว์น้ำที่ตายผิดปกติมารับประทานหรือจำหน่าย
- ติดตามประกาศจากจังหวัด กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานสิ่งแวดล้อม
- หากมีอาการระคายเคือง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือหายใจลำบาก ควรพบแพทย์ทันที
- เก็บภาพถ่ายหรือหลักฐานความเสียหายไว้ หากต้องยื่นคำร้องขอรับการเยียวยา
ประเด็นเรื่องนอมินีและนามสกุลที่ถูกกล่าวถึงควรดำเนินการด้วยความรอบคอบ โดยยึดหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมเป็นสำคัญ การตรวจสอบต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าบุคคลหรือบริษัทนั้นจะมีชื่อเสียงหรือมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มใดก็ตาม สังคมควรติดตามผลการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการควรให้ความร่วมมือ เปิดเผยข้อมูล และเร่งรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจ
ข้อคิดเห็น: เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าการกำกับดูแลโรงงานและการนำเข้าของเสียต้องทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและการช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น หากพบเห็นความผิดปกติ อย่านิ่งเฉย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันป้องกันไม่ให้ปัญหาสารเคมีรั่วไหลส่งผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาว
ที่มา – ‘พลพีร์’ แฉบริษัททำสารเคมีรั่วไหลนอมินีทุนต่างชาติ โยงนามสกุลดังปราจีนบุรี