“พิพัฒน์” กางแผน Quick Win “คมนาคม” 4 เดือน
ในวันที่ 1 ตุลาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยถึงนโยบายสำคัญที่มอบให้ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม โดยเน้นการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2569 ภายในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดผลสูงสุด นอกจากนี้ ยังเพิ่มความใส่ใจในการดูแลการเดินทางของประชาชนให้มีมาตรฐานความปลอดภัยทั้งในด้านการก่อสร้างและการให้บริการ รวมถึงการจัดทำมาตรการลดภาระค่าโดยสารและค่าผ่านทางพิเศษ เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพในการเดินทางของประชาชนให้ลดลง

“พิพัฒน์” กางแผน Quick Win “คมนาคม” 4 เดือน ดัน 11 โปรเจ็กท์ค้างท่อ 2.87 แสนล้านเข้าครม. ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเร่งด่วนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของคนไทย แผนนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม
“พิพัฒน์” กางแผน Quick Win “คมนาคม” 4 เดือน ดัน 11 โปรเจ็กท์ค้างท่อ 2.87 แสนล้านเข้าครม.
ส่วนแรกคือโครงการที่จะเปิดให้บริการได้ภายใน 4 เดือน ซึ่งรวมถึงโครงการก่อสร้างทางยกระดับทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 ในรูปแบบมอเตอร์เวย์ M82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ระยะทาง 24.6 กิโลเมตร โดยในเดือนตุลาคม 2568 จะเปิดช่วงทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัยก่อน และเปิดตลอดเส้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีมอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. ที่จะเปิดบริการตลอดเส้นทางในช่วงปีใหม่ 2569 แบบฝั่งเดียว และทั้งสองฝั่งในสงกรานต์
![]()
โครงการอื่นๆ ในส่วนนี้ ได้แก่ มอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. ที่จะเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ปีใหม่ 2569 จากเดิมเปิดเฉพาะวันศุกร์-จันทร์ รวมถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ที่จะเปิดในเดือนธันวาคม 2568 และรถไฟทางคู่เฟส 1 ที่จะเริ่มให้บริการเช่นกัน โครงการเหล่านี้จะช่วยลดเวลาการเดินทางและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชนในพื้นที่
โครงการประกวดราคาภายใน 4 เดือน
ส่วนที่สองคือโครงการที่ต้องเปิดประกวดราคาให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน เช่น มอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข สายรังสิต-บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. มอเตอร์เวย์ M9 สายบางขุนเทียน-บางบัวทอง 35.8 กม. ส่วนต่อขยายทางยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 338 เฟส 1 ช่วงพุทธมณฑลสาย 3-4 ระยะ 4.63 กม. สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา สะพานเชื่อมเกาะลันตา รถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้มช่วงรังสิต-มธ.รังสิต และสายสีแดงอ่อนช่วงศิริราช-ศาลายา

โครงการเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยคาดว่าจะสร้างงานและกระตุ้นการลงทุนในท้องถิ่น
โครงการค้างท่อเสนอครม.
ส่วนที่สามคือโครงการค้างท่อ 11 โครงการมูลค่ารวม 287,000 ล้านบาท ที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 4 เดือน ได้แก่ ทางด่วน N2 ระยะ 6.67 กม. วงเงิน 13,666 ล้านบาท มอเตอร์เวย์ M9 ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน 35 กม. 16,000 ล้านบาท มอเตอร์เวย์ M8 เฟส 1 นครปฐม-ปากท่อ 61 กม. 61,154 ล้านบาท ทางพิเศษศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ 15.8 กม. 20,710 ล้านบาท

- รถไฟทางคู่เฟส 2: ชุมพร-สุราษฎร์ธานี 168 กม. 30,422 ล้านบาท
- สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา 321 กม. 66,270 ล้านบาท
- หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 45 กม. 7,772 ล้านบาท
- ส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ East Expansion 13,000 ล้านบาท
- พัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองเฟส 3 36,829 ล้านบาท
- ท่าอากาศยานเชียงใหม่เฟส 1 15,000 ล้านบาท
- ท่าอากาศยานภูเก็ตเฟส 2 6,211 ล้านบาท
แผน “พิพัฒน์” กางแผน Quick Win “คมนาคม” 4 เดือน ดัน 11 โปรเจ็กท์ค้างท่อ 2.87 แสนล้านเข้าครม. จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคมไทยให้ทันสมัย สร้างโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยรวมแล้ว โครงการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว
ในฐานะผู้สนใจด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ผมเชื่อว่าแผนนี้จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของอาเซียนได้อย่างแน่นอน หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ขอเชิญชวนผู้อ่านติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันผลักดันนโยบายดีๆ เหล่านี้
ที่มา – “พิพัฒน์” กางแผน Quick Win “คมนาคม” 4 เดือน ดัน 11 โปรเจ็กท์ค้างท่อ 2.87 แสนล้านเข้าครม.



