พ่อค้าแม่ค้าโอดเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง
บรรยากาศการค้าขายในตลาดคลองถม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลานข้างสถานีขนส่ง กลับเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ตลาดแห่งนี้จะเป็นแหล่งจับจ่ายที่ได้รับความนิยมจากชาวบ้านในหลายอำเภอ และโดยปกติมักคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงค่ำ แต่ระยะหลังพ่อค้าแม่ค้าหลายรายกลับขายสินค้าได้น้อยลง บางคนตัดสินใจเก็บร้านเร็วกว่าปกติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเดินทางกลับบ้าน
เสียงสะท้อนจากผู้ค้าหลายรายสะท้อนภาพเศรษฐกิจระดับชุมชนที่กำลังเผชิญแรงกดดัน ทั้งกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง ราคาสินค้าที่สูงขึ้น และต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อทั้งคนซื้อและคนขายอย่างต่อเนื่อง เมื่อชาวบ้านต้องประหยัดเงิน การซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นจึงถูกเลื่อนออกไป ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต้องแบกรับต้นทุนเช่าที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้วยตัวเอง
พ่อค้าแม่ค้าโอดเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง
นายปรีชา อายุ 45 ปี ชาวอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดเผยว่า ช่วงนี้บรรยากาศการค้าขายบริเวณตลาดช่องจอมและตลาดในพื้นที่ใกล้เคียงไม่ดีเหมือนที่ผ่านมา ลูกค้ามีจำนวนลดลงและใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น จนทำให้เขานึกถึงช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองในยุคต้มยำกุ้ง อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความหนักหน่วงไม่แพ้กัน หรืออาจกระทบชีวิตประจำวันของประชาชนมากกว่าในบางด้าน
สำหรับปัญหาที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข ผู้ค้ารายนี้อยากให้ดูแลเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และรายได้ของประชาชน พร้อมฝากถึงนายกรัฐมนตรีอนุทินให้รับฟังเสียงของชาวบ้าน ไม่ปล่อยให้ปัญหาเงียบหายไปจากความสนใจ เพราะผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนสำรองมากพอที่จะประคองกิจการได้นาน
พ่อค้าแม่ค้าโอดเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง จากต้นทุนน้ำมัน
นายต้อม อายุ 36 ปี พ่อค้าขายทุเรียน กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวประกอบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือสำหรับจับจ่ายน้อยลงอย่างชัดเจน เมื่อลูกค้าลดการซื้อ ผลกระทบจึงตกกับร้านค้าโดยตรง สินค้าบางอย่างต้องลดราคาเพื่อให้ขายออก แต่เมื่อหักต้นทุนแล้วกำไรก็เหลือไม่มาก ขณะที่การเดินทางไปรับสินค้าและขนส่งของยังมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
เขาอยากให้รัฐบาลพิจารณามาตรการดูแลราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ผู้ประกอบการและคนทำงานจำนวนมากต้องใช้เป็นประจำ หากสามารถควบคุมราคาให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับไหว เช่น ประมาณ 30 บาทต่อลิตร ก็อาจช่วยลดภาระของผู้ค้ารายย่อย เกษตรกร คนขับรถรับจ้าง และผู้บริโภคได้บางส่วน เพราะต้นทุนน้ำมันเชื่อมโยงกับราคาสินค้าแทบทุกประเภท
คุณพร อายุ 43 ปี แม่ค้าในพื้นที่ กล่าวว่า ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แนวชายแดน ต้องวางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบ หลายครอบครัวเลือกซื้อเฉพาะของจำเป็นและลดการออกมาจับจ่ายในตลาด ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้าลดลง บางวันขายของได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของช่วงเวลาปกติ แต่ยังต้องจ่ายต้นทุนเดิม ทั้งค่าเช่าแผง ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายภายในบ้าน
ผู้ค้าหลายรายจึงต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้นหรือโครงการที่ประชาชนบางกลุ่มใช้สิทธิได้ยาก แนวทางที่อาจช่วยได้ ได้แก่
- ดูแลราคาน้ำมันและค่าขนส่ง เพื่อบรรเทาต้นทุนของผู้ค้าและลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า
- เพิ่มกำลังซื้อในชุมชน ผ่านมาตรการที่ทำให้เงินหมุนเวียนถึงร้านค้ารายย่อยและตลาดท้องถิ่น
- ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยเหมาะสมและการพักชำระหนี้ที่ชัดเจน
- สนับสนุนตลาดชายแดนอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่
นอกจากเรื่องเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน ชาวบ้านยังต้องการคำชี้แจงเกี่ยวกับแนวทางการสร้างรั้วหรือกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ป่าตามแนวชายแดน ก่อนหน้านี้เคยมีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว แต่ระยะหลังกลับไม่มีความคืบหน้าหรือข้อมูลที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลมีแผนดำเนินการอย่างไร
สำหรับเรื่องการเปิดด่าน คุณพรระบุว่า ในฐานะคนสุรินทร์ไม่ได้ต้องการให้เปิดด่านในช่วงเวลานี้ เนื่องจากยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีความเกลียดชังต่อพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชา แต่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ และสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดคลองถมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องยอดขายของร้านใดร้านหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจชุมชน เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อลดลง ผู้ค้าก็มีรายได้ลดลงตามไปด้วย และเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนทุกขั้นตอนก็เพิ่มขึ้นเป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าหน้าร้าน
พ่อค้าแม่ค้าโอดเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง เป็นเสียงสะท้อนที่รัฐบาลควรรับฟังอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่ที่การประกาศนโยบาย แต่ควรมีมาตรการที่เห็นผลในชีวิตประจำวัน ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการรายย่อย หากทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ตลาดท้องถิ่นได้ เศรษฐกิจระดับชุมชนก็อาจค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ในมุมของประชาชน สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือการเห็นรัฐบาลลงมือทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยข้อมูลและรับฟังเสียงจากพื้นที่จริง เพราะพ่อค้าแม่ค้าในตลาดคือกลุ่มคนที่สัมผัสปัญหาเศรษฐกิจโดยตรงทุกวัน การช่วยเหลือที่ตรงจุดและทันเวลาจะช่วยลดภาระของครอบครัว และทำให้ผู้ค้ารายเล็กยังมีแรงเดินหน้าต่อไปได้
ที่มา – พ่อค้าแม่ค้าโอดพิษเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง ฝากถึง ‘อนุทิน’ เร่งช่วยชาวบ้านอย่าเงียบหาย



