ฟังจากปลัดดีอีและอดีตปลัดดีอี กรณี MOU ที่เป็นปัญหา

ฟังจากปลัดดีอีและอดีตปลัดดีอี กรณี MOU ที่เป็นปัญหา

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยจับตามองการดำเนินการต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเซ็นสัญญาและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งมักกลายเป็นประเด็นถกเถียง ก็มีข่าวครึกโครมเกี่ยวกับ MOU ฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเหมาะสม

จุดเริ่มต้นของประเด็น

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีภาพการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าวปรากฏบนสื่อต่าง ๆ ทำให้เกิดความสงสัยในวงกว้าง ต่อมา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ หรือละเมิดขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด

คำชี้แจงจากปลัดกระทรวงดีอี

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า หลังจากมีภาพการลงนาม MOU ปรากฏขึ้น ทางกระทรวงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทันที โดยสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกแห่งรายงานว่ามีการทำโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ภายใต้ MOU ฉบับนี้หรือไม่

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า

  • บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) ได้ลงนาม MOU ไป แต่ยังไม่มีการดำเนินโครงการทางการใด ๆ
  • สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (พีดีพีซี) ยืนยันว่ามีการติดต่อแลกเปลี่ยนเอกสารเท่านั้น ไม่ได้มีการอนุญาตหรือดำเนินโครงการใด ๆ ร่วมกัน
  • โครงการที่ถูกพูดถึง เช่น โครงการสแกนม่านตา ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินการได้

ปลัดกระทรวงดีอี ย้ำว่า ปัจจุบันทางกระทรวงได้ยกเลิก MOU ดังกล่าวแล้ว และแจ้งให้หน่วยงานทุกแห่งยุติการดำเนินการทั้งหมด พร้อมทั้งรายงานผลกลับมายังกระทรวงเพื่อความโปร่งใส

คำชี้แจงจากอดีตปลัดดีอี

ด้าน นายวิศิษฐ์ วิศิษฐ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดีอี ให้สัมภาษณ์ว่า การลงนาม MOU ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งและได้ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทุกขั้นตอน

เขายืนยันว่า

  • MOU ผ่านการตรวจสอบจากกองต่างประเทศและกองกฎหมายของกระทรวงดีอี
  • มีการสอบถามความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐาน
  • การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหน้าที่ในตำแหน่ง ไม่ใช่การกระทำส่วนตัว

นายวิศิษฐ์ ย้ำว่า ใน MOU มีการระบุชัดเจนว่า หน่วยงานใดก็ตามที่ต้องการดำเนินการตามข้อตกลง จะต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายไทย ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญ

ประเด็นคำถามสังคม

สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม คือ ความเหมาะสมและความโปร่งใสของการเซ็น MOU โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ และการที่มีการพูดถึงการนำผู้เชี่ยวชาญ 500 คนเข้ามาทำงานในไทย ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม อดีตปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า MOU ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษหรือยกเว้นข้อกำหนดใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย

บทสรุป

ประเด็น MOU ที่เป็นปัญหา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของสังคมที่ต้องการความโปร่งใสและการตรวจสอบจากภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงนโยบายและข้อตกลงระหว่างประเทศ

การที่รัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงออกมาชี้แจงและสั่งการตรวจสอบอย่างจริงจัง นับเป็นสัญญาณในทางบวกที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังและตอบคำถามของประชาชน

สิ่งสำคัญคือ กระบวนการตรวจสอบควรดำเนินการต่อไปอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจในอนาคต

ที่มา – ฟังจาก”ปลัดดีอี-อดีตปลัดดีอี” กรณี “MOU”ที่เป็นปัญหา!!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *