ฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นประชาชน
ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ความเปลี่ยนแปลงระดับโลกอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน การขนส่ง การนำเข้าและส่งออก รวมถึงความมั่นคงด้านอาหารของประชาชนได้
ภายหลังการประชุมหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการที่ทำเนียบรัฐบาล นายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรทำให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์อย่างมีข้อมูล แต่ไม่ควรทำให้เกิดความตื่นตระหนก เพราะการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาจะช่วยลดความกังวลของสังคมได้
ฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นประชาชน
ประเด็นสำคัญจากการประชุมคือ หน้าที่ของรัฐบาลไม่ได้มีเพียงการวางแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังต้องสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่าหน่วยงานต่างๆ มีการเตรียมความพร้อมในด้านใดบ้าง นายฟูอาดี้ย้ำว่า ฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นประชาชน ด้วยการอธิบายสถานการณ์ตามข้อเท็จจริง พร้อมบอกแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนสามารถทำได้
การสื่อสารในภาวะวิกฤตควรมีความสม่ำเสมอ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หากประชาชนได้รับข้อมูลที่ล่าช้า ขัดแย้งกัน หรือไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ อาจเปิดช่องให้ข่าวลือและข้อมูลเท็จแพร่กระจายได้ ดังนั้นภาครัฐควรเตรียมทีมสื่อสารกลาง รวมถึงช่องทางประชาสัมพันธ์ที่สามารถอัปเดตข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
ฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นประชาชนผ่านการเตรียมพร้อม
นอกจากการสื่อสารแล้ว การมีแผนรองรับสถานการณ์หลายรูปแบบก็เป็นเรื่องสำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประเมินฉากทัศน์ต่างๆ ตั้งแต่กรณีที่ผลกระทบเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงสถานการณ์ที่การขนส่งระหว่างประเทศหยุดชะงักหรือราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก การซักซ้อมแผนเป็นระยะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้บทบาทของตนเอง และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ความมั่นคงด้านอาหารคือจุดแข็งของประเทศไทย
นายฟูอาดี้เสนอให้ประเทศไทยใช้ศักยภาพการเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยควรสำรวจข้อมูลอย่างเป็นระบบว่า หากไทยไม่สามารถส่งออกหรือนำเข้าสินค้าบางประเภทได้ ประเทศจะมีอาหารสำรองเพียงพอสำหรับประชาชนกี่วัน ข้อมูลดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารกระป๋อง วัตถุดิบทางการเกษตร น้ำดื่ม และยารักษาโรค
- ตรวจสอบปริมาณอาหารสำรองของภาครัฐและภาคเอกชน
- ประเมินกำลังการผลิตภายในประเทศในภาวะวิกฤต
- วางแผนกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง
- ติดตามปริมาณน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานสำรอง
- ซักซ้อมระบบขนส่งและการช่วยเหลือประชาชน
การมีตัวเลขสำรองที่ชัดเจนจะช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น เช่น หากพบว่าสินค้าชนิดใดมีปริมาณไม่เพียงพอ ก็สามารถเร่งเพิ่มการผลิต จัดหาจากแหล่งอื่น หรือวางแผนบริหารการใช้ล่วงหน้าได้ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็ควรมีแผนสำรองวัตถุดิบและพลังงาน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานมากเกินไป
คลังสินค้าฉุกเฉินกับบทบาทความร่วมมืออาเซียน
อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการใช้ประโยชน์จากคลังสินค้าฉุกเฉินของอาเซียน ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทย คลังสินค้าดังกล่าวตั้งอยู่ในจังหวัดชัยนาทและใช้เก็บสิ่งของยังชีพหรือถุงยังชีพสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม ภัยพิบัติ และวิกฤตด้านมนุษยธรรม
หากเกิดสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ไทยควรประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อขอนำสิ่งของเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเติมสินค้าเข้าไปทดแทนภายหลัง การดำเนินการเช่นนี้จะทำให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนว่า ความร่วมมืออาเซียนไม่ได้มีความหมายเฉพาะด้านเศรษฐกิจหรือการทูต แต่ยังช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนในยามวิกฤตได้จริง
การบริหารคลังสินค้าควรมีระบบตรวจสอบวันหมดอายุ การหมุนเวียนสินค้า และการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเปิดเผยข้อมูลในระดับที่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทรัพยากรสำคัญได้รับการดูแลและพร้อมนำมาใช้เมื่อจำเป็น
ไทยควรรับมืออย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งโลก
สำหรับโอกาสที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะส่งผลโดยตรงต่อไทย นายฟูอาดี้มองว่าไม่ควรประมาท อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งและมีความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสที่จะรักษาสมดุลทางการทูตได้ ความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจ รวมถึงความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ไทยถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้าม
แม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งหลายด้าน แต่การรักษาความมั่นคงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชน นักวิชาการ และประชาชน ภาครัฐต้องมีข้อมูลที่ทันสมัย ภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนสำรอง ส่วนประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ
โดยสรุป แนวคิดที่ว่า ฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นประชาชน สะท้อนว่าการรับมือวิกฤตไม่ได้วัดจากการมีแผนบนกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศมีความพร้อมและสามารถพึ่งพาระบบของรัฐได้ ความโปร่งใส การสื่อสารที่รวดเร็ว และการเตรียมอาหารกับพลังงานสำรองจึงเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงในยุคที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
มุมมองส่งท้าย: ประชาชนสามารถช่วยเสริมความพร้อมของประเทศได้ด้วยการติดตามข้อมูลอย่างมีสติ เตรียมสิ่งของจำเป็นในระดับเหมาะสม และร่วมมือกับคำแนะนำของหน่วยงานรัฐ เมื่อทุกฝ่ายเตรียมตัวและสื่อสารกันอย่างเข้าใจ ประเทศไทยจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ที่มา – ‘ฟูอาดี้’ ชี้ เป็นหน้าที่รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นประชาชนรับมือสถานการณ์ต่างๆ