‘ภูมิธรรม’ ย้ำ! ปลอดภัย งดค่าน้ำไฟ 4 จว.ชายแดน

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ นาย​ภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รมว.มหาดไทย​ รักษาราชการแทนนายก ฯ พร้อมด้วย นายมาริษ​ เสงี่ยมพงษ์​ รมว.ต่างประเทศ​ น.ส.จิราพร​ สินธุ​ไพร​ รัฐมนตรี​ประจำ​สำนักนายก ฯ​ พร้อมคณะ​ ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา​ ในการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประเมินสถานการณ์​ในพื้นที่​ ก่อนให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้าน​เรือน

นายภูมิธรรม​ กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมผู้ว่าทั้ง 4 จังหวัดชายแดน เพื่อทำความเข้าใจและตกลงกันให้ชัด​ จะดำเนินการต่อจากนี้ไปอย่างไร เนื่องจากภารกิจของเราตามแผนที่จะตกลงกันไว้ คือเป็นผู้พิทักษ์ส่วนหลัง มีหน้าที่ในการที่จะดูแลส่วนหลังให้ดีที่สุด ฉะนั้นการมาวันนี้ เป็นสถานการณ์หลังจาก พล.อ.ณัฐ​พล​ นาค​พาณิชย์​ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน​รมว.กลาโหม ได้ตกลงหยุดยิง​ ย้ำว่า​ ฃขณะนี้เราเชื่อมั่น​ โดยได้พิจารณากับฝ่ายกองทัพ ว่าน่าจะปลอดภัย ประชาชนสามารถกลับบ้านได้ ตนขอชื่นชม​ทุกคน ที่พยายามตั้งใจเรียนเต็มที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นแม่ทัพหลังในแต่ละจุด จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดเพื่อตอบสนองประชาชน 

ขณะที่ นายมาริษ​ กล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ ว่า​ ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะปกป้องอธิปไตยของประเทศ ปกป้องความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย  ในส่วนของการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน รัฐราชการและรัฐบาล​ รัฐบาลประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตั้งแต่เริ่มข้อขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา​ไม่ว่าจะเป็นกรอบของกระทรวงการต่างประเทศและทางกองทัพ มีความร่วมมือผลักดัน สอดรับซึ่งกันและกัน ทำให้ภาพของประเทศไทยในสายตาสากลดีมาก​ ไม่มีประเทศใดกล่าวตำหนิการใช้สิทธิในการตอบโต้เพื่อที่จะป้องกันตนเอง 

นายมาริษ​ กล่าวอีกว่า โดยหลังจากเหตุปะทะยุติลง​ มีหลายองค์กรระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่รัฐบาลไทยได้พูด คือเรื่องการให้ความช่วยเหลือ ตนไม่อยากให้ใช้คำว่าแค่มนุษยธรรม เพราะรัฐบาลต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว ฉะนั้นในกลุ่มของต่างประเทศ ทุกประเทศชื่นชมการทำงานของทุกท่าน​ ซึ่งการที่ทุกภาพส่วนผนึกกำลังกัน และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้นดี​เป็นอย่างมาก 

นายภูมิธรรม​ กล่าวเสริมว่า​ ไม่ว่าประชาชนจะกลับบ้านแล้ว แต่ปัญหาของประชาชนจะดำเนินยังอยู่ ไม่ใช่ว่าปิดศูนย์แล้วจะจบกัน เยียวยาต่าง ๆ จะต้องลงไปให้ถึงหมู่บ้านทุกหมู่บ้านทันทีโดยเร็ว ไม่มีการหยุดต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามที่เป็นข้อสั่งการและเป็นกฎหมายของประเทศที่ได้ระบุไปแล้ว อย่างไรก็ตาม​ ปลัดกระทรวง​มหาดไทย​ ให้ข้อมูลว่า​ จังหวัดศรีสะเกษ​ เบิกจ่ายเป็นอันดับ 1​ เบิกจ่ายแล้ว 62 ล้านบาท​ ถือว่ามีประสิทธิภาพ ในส่วนพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี​ มีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นจาก​ 5.5 หมื่นบาท​ เป็น​  1.5 ล้าน​บาทแล้ว​ แต่ก็ยังถือว่าอย่างน้อย​ จึงขอให้เร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้ประชาชน

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ขอบคุณทุกส่วนที่ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้ตนฟังแล้วจังหวัดสุรินทร์ก็ดำเนินการได้ค่อนข้างดี จึงอยากให้เป็นแบบในการทำงานและสามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการช่วยเหลือประชาชน นำประชาชนเป็นศูนย์กลางทำให้ดีที่สุด และอย่างที่บอกเงินที่ให้มาถ้าไปใช้จ่ายให้กับประชาชน ไม่ต้องเหนียม ทำได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าอย่าให้เกิดการรั่วไหลหรือเป็นปัญหา จึงขอให้ทุกคนเข้มงวดดูแลในเรื่องนี้ 

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ข้อสั่งการในการดำเนินการครั้งนี้​ คือ​ ต้องอำนวยความสะดวกประชาชนกลับบ้าน ส่วนกลางได้ประสานงานขั้นต้นให้กระทรวงคมนาคมโดยการขนส่งทางบก และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นปัญหากับหน่วยงานในพื้นที่ เราสามารถช่วยเหลือได้ในสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีก็ให้เร่งดำเนินการ​ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนด้วย  ย้ำว่าเงินที่เหลือหากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้​ เพราะฉะนั้นผู้ว่านายอำเภอ จะต้องประสานระดมทรัพยากรมาจัดสรรให้ได้ตามกรอบระเบียบในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน​ พร้อมกับประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) งดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าและน้ำ 2 เดือน คือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมทในพื้นที่ประสบภัย ทั้งบ้านเรือนประชาชนและศูนย์อพยพ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังอยากให้ประสานงานกับอาชีวศึกษา​ เพื่อเข้ามาสร้าง​ และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนด้วย​ พร้อมกับสำรวจอาชีพและการสาธารณสุข​ ที่แม้จะไม่มากนัก​ แต่อย่าทอดทิ้ง​ เนื่องจากมีผู้สูงอายุ​ยังคงเสียขวัญ​ ขณะเดียวกันการพูดกับต่างประเทศ ต้องมีหลักฐาน​ ไม่ใช่พูดเลื่อนลอย เหมือนกับต่างประเทศ การเก็บภาพบันทึกจะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ระยะยาว​ จึงจะต้องรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มีการวางแผนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน​ พร้อมฝากกระทรวงการต่างประเทศ อย่าให้เกิดสงคราม​ เพราะหากเกิดสงครามแล้วก็เหนื่อย​ ไม่มีใครอยากให้เกิด 

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.​) จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งหน้า ที่ทำงาน 6 ชม.ขึ้นไป ไม่ถึง 12 ชม.จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทนวันละ 120 บาท แต่หากเกินจาก 12​ ชม. ขึ้นไป เราจ่ายให้เป็นวันละ 240 บาท ซึ่งงบประมาณในการจัดการคำนวณและประมาณ 117 ล้านบาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ ชรบ. ยอดรวมเท่าที่สำรวจมาข้างต้นใน 7 จังหวัดชุด ชรบ.มีอยู่ประมาณ 32,740 นาย โดยแหล่งงบประมาณจะจัดหาให้ส่วนกลางเป็นผู้รับผิดชอบ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์หรือโดรน​ ที่จะเพิ่มให้มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น​ เราก็พร้อมที่จะอนุมัติให้ เพราะขณะนี้ตนคิดว่าประชาชนทั้งประเทศก็มีความเข้าใจ​ ไม่ได้คิดว่าจะมาขัดขวางอะไร​ เพราะฉะนั้นกองทัพเสริมความเข้มแข็งให้ตามความสมควร​ ที่จะทำให้การปกป้องอธิปไตยได้ดีขึ้นรักษาชีวิตของทหารและประชาชนของเราครม.ก็คงไม่มีปัญหาก็ยินดี   

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ทุกคำสั่งการหลังจากนี้ไปขอให้คำนึงถึงอธิปไตยของประเทศเป็นหลักสำคัญ เพราะไม่มีใครยอมให้มาบุกรุกล้ำอธิปไตยของเราได้และชีวิตทรัพย์สินของประชาชนถือเป็นหัวใจ ตนเป็นผู้ที่ต้องการความสำเร็จเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ความสำเร็จที่มุ่งมั่นในครั้งนี้ เราทำได้เท่ากับเรารักษาชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างเต็มที่ จึงขอให้ตรงนี้เป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวเพิ่มเติม​ว่า ขอสดุดีวีรชนของประเทศ​ และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและผู้ประสบปฏิบัติงานในทุกกรมกอง​ ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนช่วยในการพิทักษ์รักษาแผ่นดินชีวิตของประชาชนและอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับในระยะแรก ครอบคลุม 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ หน่วยงานภาครัฐทุกระดับ ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม กลาโหม สาธารณสุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การต่างประเทศ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมด้านยานพาหนะ เส้นทางขนส่ง จุดพักระหว่างทาง และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับด้วยความปลอดภัยสูงสุด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและดูแลตั้งแต่ศูนย์พักพิงไปจนถึงพื้นที่ปลายทาง

‘ภูมิธรรม’ ถกผู้ว่าฯ 4 จว.ชายแดน ย้ำ ปลอดภัยงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

มาตรการช่วยเหลือ: งดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

จากสถานการณ์ชายแดนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดน โดยเฉพาะเรื่องการงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังสถานการณ์ตึงเครียด

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูอาชีพ และการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

การตัดสินใจของรัฐบาลที่งดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ หากคุณได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับความช่วยเหลือ

ในภาพรวม การดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือที่มอบให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่าจะมีการดำเนินงานในลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต

ที่มา – ’ภูมิธรรม’ ถกผู้ว่าฯ 4 จว.ชายแดน ย้ำ ปลอดภัยงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *