ภูมิใจไทยถอนชื่อแก้รัฐธรรมนูญ หวั่นรัฐบาลคว่ำและถูกร้อง
ภูมิใจไทยถอนชื่อแก้รัฐธรรมนูญ หวั่นรัฐบาลคว่ำและถูกร้อง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อนายนิกร จำนงค์ คณะทำงานจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงการตัดสินใจถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยให้เหตุผลสำคัญว่าทางพรรคมีความกังวลอย่างยิ่งว่า ภูมิใจไทยถอนชื่อแก้รัฐธรรมนูญ หวั่นรัฐบาลคว่ำและถูกร้อง หากดำเนินการต่อไปในรูปแบบที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
นายนิกรได้ขยายความให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ในตอนแรกที่พรรคตัดสินใจลงชื่อร่วมนั้น เป็นเพราะต้องการช่วยสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยที่มีเสียงในตอนนั้นประมาณ 77 เสียง สามารถเสนอร่างฯ ได้ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปและพรรคเพื่อไทยมีเสียงสนับสนุนถึง 189 เสียง ทางทีมกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยได้วิเคราะห์รายละเอียดในร่างฯ อย่างถี่ถ้วนแล้วพบประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะเรื่องการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจขัดกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุชัดเจนว่า สภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่อาจยอมให้มีการเลือกผู้ร่างฯ โดยตรงจากประชาชนได้
เหตุผลเบื้องหลังทำไม ภูมิใจไทยถอนชื่อแก้รัฐธรรมนูญ หวั่นรัฐบาลคว่ำและถูกร้อง
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการเกลียดชังหรือขัดแย้งกัน แต่เป็นการมองถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายนิกรย้ำว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาจะเป็นพรรคที่คอยขัดขวาง แต่หากเดินหน้าต่อไปบนความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการร้องเรียนขึ้นได้ สุดท้ายกระบวนการทุกอย่างจะถูกศาลสั่งระงับจนเกิดความล่าช้า ภูมิใจไทยถอนชื่อแก้รัฐธรรมนูญ หวั่นรัฐบาลคว่ำและถูกร้อง เพราะไม่อยากให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญต้องสะดุดจนกลายเป็นวิกฤตที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยรวม
- การตีความเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ที่อาจเข้าข่ายการเลือกตั้งโดยตรง
- ความกังวลว่าร่างแก้ไขจะขัดต่อเจตนารมณ์ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
- ความต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำสำเร็จจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่การยื่นเสนอไปเพื่อรอการตีตก
- การให้ความสำคัญกับกระบวนการรับฟังเสียงประชาชนผ่านกรรมาธิการทั่วประเทศ
นอกจากนี้ นายนิกรยังเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า พรรคภูมิใจไทยมีเจตนาที่ชัดเจนคือต้องการความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การยื่นร่างฯ แบบกึ่งยิงกึ่งผ่านที่ไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน การเลือกที่จะถอนชื่อออกมาเพื่อวางจุดยืนให้ชัดเจนถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกพรรคเข้ามา โดยมองว่าการเดินหน้าบนความถูกต้องตามคำวินิจฉัยศาลคือทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาในระยะยาว
บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในทางการเมือง การแสดงความชัดเจนและการวิเคราะห์ความเสี่ยงรอบด้านเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับประชาชนที่กำลังติดตามเรื่องนี้ คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ จะมีการปรับแก้ร่างฯ อย่างไรให้สอดรับกับหลักการและคำวินิจฉัยของศาล ก่อนที่รัฐสภาจะมีการลงมติในวาระต่อไป เพราะหัวใจสำคัญที่สุดของการแก้รัฐธรรมนูญคือ การเดินไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายโดยไม่เกิดความขัดแย้งซ้ำซากครับ


