มติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลสุภา ปิยะจิตติ คดีภาษีชินคอร์ป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองและกฎหมายวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้น นั่นคือ มติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. สมัยที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ในกรณีที่ไม่อุทธรณ์ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเป็นคดีเก่าแต่เพิ่งมีมติชี้มูลออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงกฎหมายและการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญและคดีดังระดับชาติ

มติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลสุภา ปิยะจิตติ สมัยเป็นปลัดกระทรวงการคลัง

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ได้ประชุมกันอย่างเข้มข้น โดยมีกรรมการ 8 คนเข้าร่วม แต่ในการลงมติคดีนี้ นายประภาศ คงเอียด ขอถอนตัวออก ส่งผลให้เหลือลงมติ 7 คน และสุดท้าย มติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลสุภา ปิยะจิตติ กับพวก ในข้อหาไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามคดีหมายเลข 03-3-1058/2564 ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือกระทรวงการคลัง กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2549 เรื่องหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ฎีกาคดีแพ่งและคดีศาลปกครอง

มติเสียงข้างมากชี้ว่าการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะโต้แย้งว่าต่อมาก็มีคำพิพากษาศาลฎีกายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีภาษีที่เกี่ยวข้อง แต่ ป.ป.ช. มองว่าหากอุทธรณ์ตั้งแต่แรก รัฐอาจชนะคดีกับนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ได้ทันที โดยไม่ต้องไปประเมินภาษีกับนายทักษิณใหม่ ส่งผลให้รัฐเสียโอกาสและประโยชน์ไป

พื้นหลังคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปที่เกี่ยวข้อง

ย้อนกลับไป คดีนี้เริ่มจากกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรในปี 2549 กรมสรรพากรประเมินภาษีจากนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา แต่ศาลภาษีอากรกลางตัดสินให้พวกเขาชนะ และฝ่ายรัฐสมัยนั้น นำโดยน.ส.สุภา ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ โดยไม่ได้ยกประเด็นมาตรา 61 ประมวลรัษฎากร ว่าสามารถเรียกเก็บจากเจ้าของหุ้นจริงได้

ต่อมา ปี 2560 กรมสรรพากรประเมินภาษีนายทักษิณ 17,600 ล้านบาท นายทักษิณอุทธรณ์และฟ้องศาล แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องเมื่อ 14 สิงหาคม 2568 (คำพิพากษา 6890/2568) ปัจจุบันบังคับคดีได้แค่ 50 ล้านบาท และใกล้หมดอายุความแล้ว

มูลความผิดที่ ป.ป.ช. ชี้

ป.ป.ช. เสียงข้างมากเห็นว่าการไม่ยื่นอุทธรณ์ขัดหนังสือกระทรวง ทำให้รัฐเสียหาย แหล่งข่าวระบุว่าการกระทำนี้เข้าข่ายความผิดหลายประการ ดังนี้

  • มาตรา 154 ประมวลกฎหมายอาญา: เจ้าพนักงานทุจริตเรียกเก็บหรือไม่กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีเสียน้อยลง
  • มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา: ปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต
  • พ.ร.ป. ปปช.: เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
  • ความผิดทางวินัยร้ายแรง
  • ประพฤติชั่วร้ายแรงตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนสามัญ

เหตุเกิดระหว่าง 16 มี.ค. – 2 พ.ค. 2554 ที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เขตพญาไท กรุงเทพฯ สำนวนส่งอัยการแล้ว

ประวัติ น.ส. สุภา ปิยะจิตติ

น.ส. สุภา ปิยะจิตติ เคยรับราชการในกระทรวงการคลังหลายตำแหน่ง สุดท้ายเป็นรองปลัด ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่กรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ 9 ก.ย. 2557 ถึงก.ย. 2566 ครบวาระ 9 ปี ปัจจุบันพ้นตำแหน่งแล้ว โดยนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงข้างน้อย ได้รับการสรรหาแทน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูง แม้จะพ้นหน้าที่ไปแล้วก็ตาม แสดงถึงหลักธรรมาภิบาลที่ไม่ละเว้นใคร หากคุณเป็นนักกฎหมายหรือสนใจข่าวการทุจริต คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการศึกษาการตีความกฎหมายภาษีและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่

ในมุมมองของผม มติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลสุภา ปิยะจิตติ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการตัดสินใจในหน้าที่ต้องรอบคอบ เพราะอาจส่งผลกระทบยาวนานต่อรัฐและประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวอัปเดตเพิ่มเติมนะครับ!

ที่มา – มติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลอดีต ป.ป.ช. ‘สุภา ปิยะจิตติ’ สมัยเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ไม่อุทธรณ์ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *