มท.ยุคทะลวงฟันเหลือบไรชาติ เดินหน้าปราบพ่อทิพย์
ประเด็น มท.ยุคทะลวงฟันเหลือบไรชาติ กำลังได้รับความสนใจจากสังคม หลังกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นนอมินี ทั้งกรณีการซื้อที่ดิน การเปิดร้านค้า การประกอบธุรกิจ และการสวมสิทธิ์ในเอกสารราชการ โดยเฉพาะขบวนการที่จ้างคนไทยให้รับเป็นบิดาของเด็ก เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้รับสัญชาติไทยโดยไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนว่าหน่วยงานรัฐเริ่มใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎร การตรวจสอบเอกสาร และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาทำงานร่วมกันมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือป้องกันไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มทุนใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และรักษาความถูกต้องของสถานะบุคคลในประเทศไทย
มท.ยุคทะลวงฟันเหลือบไรชาติ เดินหน้าตรวจสอบนอมินี
“มท.เต้ย” พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่และสั่งการให้ตรวจสอบกรณีคนต่างด้าวใช้คนไทยเป็นตัวแทนในการถือครองที่ดิน เปิดกิจการ หรือดำเนินธุรกิจที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเล่นงานผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริต แต่เน้นจัดการกับผู้ที่ตั้งใจหลบเลี่ยงกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 โดยกำหนดให้คนต่างด้าวที่มีพฤติกรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน อาจถูกเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาให้ออกจากราชอาณาจักรได้
มท.ยุคทะลวงฟันเหลือบไรชาติ กับเกณฑ์เนรเทศคนต่างด้าว
หลักเกณฑ์สำคัญที่อาจนำไปสู่การเนรเทศครอบคลุมหลายกรณี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนและป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการทำผิดกฎหมาย โดยความผิดที่อยู่ในข่ายการดำเนินการ ได้แก่
- เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
- ทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือฝ่าฝืนกฎหมายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
- ประกอบธุรกิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
- ปลอมแปลงเอกสารราชการ หรือใช้เอกสารราชการปลอม
- กระทำความผิดที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
- เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด
การกำหนดเงื่อนไขเหล่านี้มีความสำคัญต่อการรักษาความเป็นระเบียบของประเทศ อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีต้องอาศัยการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และไม่ควรเหมารวมคนต่างด้าวทุกคนว่าเป็นผู้กระทำผิด เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงทำงานและใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง
เปิดปฏิบัติการตัดบทขบวนการพ่อไทยทิพย์
อีกปัญหาที่ถูกเปิดเผยคือกรณี “พ่อทิพย์” ซึ่งหมายถึงการที่คนต่างด้าวว่าจ้างชายไทยให้ไปจดทะเบียนหรือแจ้งข้อมูลว่าเป็นบิดาของเด็ก ทั้งที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด จุดประสงค์อาจเกี่ยวข้องกับการขอสิทธิด้านสัญชาติ การจัดทำเอกสาร การถือครองทรัพย์สิน หรือการสร้างสถานะทางกฎหมายให้เด็กโดยไม่ตรงกับความจริง
บางรายอาจอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือครอบครัวหรือทำไปเพราะต้องการให้เด็กมีอนาคตที่ดี แต่หากมีการจ่ายเงิน ใช้ข้อมูลเท็จ หรือดำเนินการเป็นขบวนการ ย่อมอาจเข้าข่ายความผิดและส่งผลกระทบระยะยาวต่อทั้งเด็ก ครอบครัว และระบบทะเบียนราษฎร เจ้าหน้าที่จึงต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ของบุคคลในเอกสารกับข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
ล่าสุด พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และนายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center หรือศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตและภัยความมั่นคงทางทะเบียน ร่วมกับตำรวจนครบาล 8 เปิดปฏิบัติการตรวจสอบและขยายผลขบวนการพ่อไทยทิพย์
เจ้าหน้าที่ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 46 หมาย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อมูล โดยในเฟสที่ 3 พบเด็กที่ต้องตรวจสอบสถานะทางทะเบียนและสัญชาติ 24 ราย เชื่อมโยงกับโรงพยาบาล 8 แห่ง เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่าง DNA ของเด็กไปเปรียบเทียบกับบุคคลที่มีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตร ผลตรวจเบื้องต้นพบว่าชายไทยที่ระบุชื่อเป็นพ่อไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็กทั้งหมดที่ตรวจสอบ
ผลกระทบต่อเด็กและแนวทางแก้ไขสถานะ
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลจากการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 โดยพบว่ามีบุคคลจำนวนหนึ่งได้รับสัญชาติไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และบางรายกำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา
หากตรวจสอบแล้วพบว่าเด็กไม่ได้มีสัญชาติไทยตามหลักเกณฑ์จริง ขั้นตอนแรกคือการเพิกถอนสถานะทางทะเบียนราษฎรที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง จากนั้นจึงดำเนินการตามสัญชาติดั้งเดิมของบิดามารดา อย่างไรก็ตาม เด็กยังสามารถอาศัยอยู่ เรียนหนังสือ หรือทำงานในประเทศไทยได้ตามกฎหมายภายใต้สถานะอื่น และหากอนาคตมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็สามารถยื่นคำขอสัญชาติไทยตามขั้นตอนของกฎหมายได้
ประเด็นนี้จึงควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะเด็กอาจไม่ใช่ผู้ตัดสินใจหรือผู้ได้ประโยชน์จากการจัดทำเอกสารเท็จ การดำเนินการของรัฐควรมุ่งเอาผิดผู้จัดการขบวนการ นายหน้า ผู้รับจ้าง และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กให้ได้รับการศึกษา การรักษาพยาบาล และการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม
ตรวจสอบย้อนหลังด้วยทะเบียนราษฎรและ DNA
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าปฏิบัติการนี้เป็นเพียงระยะแรก ระบบทะเบียนราษฎรในปัจจุบันสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ แม้บุคคลนั้นจะเติบโตและมีอายุเพิ่มขึ้นหลายสิบปีแล้วก็ตาม การตรวจสอบจึงอาจขยายไปถึงกรณีที่เกิดขึ้นในอดีต และอาจพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนายหน้า เจ้าหน้าที่ หรือสถานพยาบาลบางแห่ง
แนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอคือการกำหนดให้บิดาและมารดาโดยตรงเป็นผู้แจ้งเกิดต่อนายทะเบียน ไม่เปิดช่องให้มอบอำนาจในลักษณะที่อาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดผลักดันให้ตรวจ DNA ในกรณีที่มารดาเป็นคนต่างด้าวและแจ้งว่าบิดาเป็นคนไทย เพื่อใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ช่วยยืนยันความสัมพันธ์ ลดความคลาดเคลื่อน และลดการใช้ดุลพินิจที่อาจไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
การใช้ DNA ควรดำเนินการภายใต้กฎหมาย มีระบบรักษาความลับของข้อมูล และคำนึงถึงสิทธิของเด็กและครอบครัวควบคู่กันไป เพราะข้อมูลพันธุกรรมเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพต้องมาพร้อมมาตรการคุ้มครองข้อมูลและกระบวนการอุทธรณ์ที่ชัดเจน
คนไทยต้องไม่ร่วมขบวนการสวมสิทธิ์
หัวใจสำคัญของ มท.ยุคทะลวงฟันเหลือบไรชาติ ไม่ได้อยู่ที่การปราบปรามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างความเข้าใจให้คนไทยตระหนักว่า การรับจ้างเป็นพ่อในเอกสาร การให้ใช้ชื่อถือครองทรัพย์สิน หรือการรับรองข้อมูลเท็จ อาจดูเหมือนเป็นการหารายได้เล็กน้อยในระยะสั้น แต่สามารถนำไปสู่คดีอาญา การถูกเพิกถอนสิทธิ และปัญหาทางกฎหมายที่ติดตัวไปอีกนาน
ประชาชนควรตรวจสอบเอกสารทุกฉบับก่อนลงลายมือชื่อ ไม่มอบบัตรประชาชนหรือข้อมูลส่วนตัวให้ผู้อื่นนำไปใช้โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ และหากพบเห็นการจ้างวานหรือการจัดทำเอกสารเท็จ ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายตัว การรักษาความถูกต้องของทะเบียนราษฎรเป็นหน้าที่ร่วมกันของเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ โรงพยาบาล และประชาชน
ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามขบวนการสวมสิทธิ์เป็นเรื่องจำเป็น แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องทำพร้อมกันทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การปรับปรุงระบบแจ้งเกิด การตรวจสอบเจ้าหน้าที่ และการคุ้มครองเด็กที่อาจตกอยู่ในสถานการณ์โดยไม่รู้เห็น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะมีระบบทะเบียนที่น่าเชื่อถือและลดช่องว่างให้ผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
ประชาชนที่พบข้อมูลผิดปกติไม่ควรเพิกเฉย และไม่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้น การแจ้งเบาะแสและการยืนยันข้อมูลตามความจริง คือวิธีที่ช่วยปกป้องทั้งสิทธิของเด็ก ความมั่นคงของประเทศ และอนาคตของสังคมไทยได้ดีที่สุด
ที่มา – มท.ยุคทะลวงฟันเหลือบไรชาติ