มาตรา 144 ล้างบางการเมืองไทย?
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การเมืองไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์สำคัญที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองอย่างรุนแรง หลังศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในทางที่ผิดภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 144 โดยเป็นคดีของ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 มาตรา 144 จึงกลายเป็นหลักประกันหนึ่งของความโปร่งใสในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ในกรณีนี้ มันยังสะท้อนถึงการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อผลทางการเมืองอีกด้วย
มาตรา 144 สร้างมาตรฐานจริยธรรมอย่างไร?
รัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสองระบุชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้ ส.ส., ส.ว. หรือกรรมาธิการเข้าไปมีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม ในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่การเงินของชาติและการใช้อำนาจของผู้บัญญัติกฎหมายอาจถูกตั้งคำถาม
การลงพื้นที่ของ พิเชษฐ์ ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร?
เรื่องนี้เกิดจากการที่ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในการกำหนดการจัดสรรงบประมาณของสภาไปสู่พื้นที่ของตนเอง ซึ่งกระทำโดย ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ ส.ส. กทม. พรรคประชาชน และ ส.ส.รวมอีก 121 คน ที่ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผลปรากฏว่าพิเชษฐ์ถูกตัดสินว่ากระทำผิดจริง ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี และสูญเสียทั้งเก้าอี้ ส.ส. และตำแหน่งรองประธานสภาอย่างถาวร
สำหรับ ภัณฑิล น่วมเจิม เขาย้ำว่าพิเชษฐ์มีบทบาท 2 ด้าน ทั้งในฐานะ ส.ส. ที่ต้องดูแลประชาชน และรองประธานที่จัดอยู่ในฝ่ายบริหารของรัฐสภา ซึ่งการที่เขาใช้ตำแหน่งเช่นเดียวกับรัฐมนตรีที่เสนอหรือกำหนดนโยบาย เป็นการเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน หากไม่มีความโปร่งใสและการบริหารอย่างเป็นระบบ
ศาลรัฐธรรมนูญในบทบาท ‘ฟาสต์แทร็ก’
หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ ‘มาตรา 144’ เริ่มถูกใช้อย่างจร่วงแรง โดยเฉพาะในวงการเมืองอย่างที่ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับกลุ่มอดีต ส.ว. ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ที่นำงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปใช้ในโครงการ ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ โดยกล่าวหาว่ามีการกระทำผิด ม.144 และ ม.88 แห่ง พ.ร.ป.การป้องกันการทุจริต
อย่างไรก็ตาม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีต ส.ว. เริ่มตั้งคำถามถึงความช้าของ ป.ป.ช. ที่รับเรื่องไว้จากเดือนเมษายนแล้ว แต่ยังดองอยู่ โดยเขาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามว่า “โดยพลัน” ที่ ป.ป.ช.รับปากไว้นั้นยังหมายความว่าอย่างไร
ความกดดันและการปะทะระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน
ด้าน เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน ได้ยื่นเรื่องเข้มต่อ ป.ป.ช. อีกกระทง ให้เร่งส่งเรื่องเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อมโยงกับผลตัดสินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งหากผลการวินิจฉัยยืนตามนี้ กรรมาธิการงบประมาณ ครม. หรือ ส.ส. ที่เห็นชอบ อาจถูกตัดสิทธิ์สมาชิกภาพ ตามรัฐธรรมนูญได้
เรื่องทั้งหมดจึงไม่ได้จบแค่คดีเดียว แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองชั้นสูงที่หลายฝ่ายนำมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะจาก ‘พรรคประชาชน’ ที่ก่อนหน้านี้เคยวิจารณ์ ‘นิติสงคราม’ เป็นประเด็นหลัก แต่ตอนนี้กลับถูกตั้งคำถามว่า พวกเขาอาจจะเป็นผู้สร้างนิติสงครามแบบเดียวกัน
การใช้องค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ต่อคดีมาตรา 144 จึงกำลังเป็นเกมการเมืองใหม่ที่มีความเสี่ยง หากไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ การขว้างงูอาจไม่พ้นคอ และผลลัพธ์อาจส่งผลสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระในระยะยาว
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำหรับผู้สนใจการเมืองไทย ว่าการควบคุมอำนาจ ผ่านกฎหมายเช่น ‘รัฐธรรมนูญมาตรา 144’ ต้องไม่ใช่เพียงเครื่องมือฟาดฟันทางการเมือง แต่ต้องสร้างมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจนให้กับผู้ดำรงตำแหน่ง ด้วยความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ ไม่งั้น สังคมอาจหมดความเชื่อมั่นองค์กรเหล่านี้ ที่มา – มาตรา144ล้างบางการเมืองไทย?