ยกเลิก Earmark เงินยังอยู่ในระบบรัฐ
ประเด็นเรื่อง ยกเลิก Earmark เงินยังอยู่ในระบบรัฐ กลายเป็นที่สนใจ หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการยกเลิก Earmarked Tax หรือ “เงินบำรุง” จนทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจว่า ธุรกิจสุราและยาสูบจะเสียภาษีน้อยลง อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาชี้แจงว่า ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง และอาจเป็นการบิดเบือนสาระสำคัญของนโยบาย
สาระสำคัญของเรื่องนี้คือ ยกเลิก Earmark เงินยังอยู่ในระบบรัฐ ไม่ได้หมายความว่ารัฐยกเลิกการจัดเก็บรายได้จากผู้ประกอบการ หรือปล่อยให้เงินภาษีส่วนนี้หายไป แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการเงิน จากเดิมที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิตและส่งตรงไปยังกองทุนหรือองค์กรที่กำหนด มาเป็นการนำรายได้เข้าสู่ระบบการคลังของรัฐ แล้วจัดสรรผ่านกระบวนการงบประมาณ
ยกเลิก Earmark เงินยังอยู่ในระบบรัฐ
นายศุภชัยอธิบายว่า การยกเลิก Earmarked Tax ไม่ได้มีหลักการลดภาษีให้ธุรกิจสุราและยาสูบ รัฐยังสามารถออกกฎกระทรวงเพื่อปรับอัตราภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงรายได้ส่วนที่เคยจัดเก็บในรูปแบบเงินบำรุง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “ยังเก็บเงินหรือไม่” แต่อยู่ที่คำถามว่า “เมื่อเก็บแล้ว เงินจะถูกส่งไปที่ใด และใช้ผ่านระบบแบบไหน”
ยกเลิก Earmark เงินยังอยู่ในระบบรัฐ เปลี่ยนเส้นทางจัดสรร
ระบบเดิมมีลักษณะให้ผู้ประกอบการชำระภาษีสรรพสามิต พร้อมเงินบำรุงเพิ่มเติม จากนั้นเงินบำรุงจะถูกส่งตรงให้องค์กรหรือกองทุนตามที่กฎหมายกำหนด วิธีการนี้ช่วยให้หน่วยงานปลายทางมีรายได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้เงินบางส่วนถูกล็อกไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องแข่งขันหรือพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณประจำปี
สำหรับระบบใหม่ ผู้ประกอบการจะชำระภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ปรับใหม่ รายได้ทั้งหมดจะเข้าสู่รัฐ และหน่วยงานต่าง ๆ จะได้รับการจัดสรรผ่านงบประมาณตามนโยบาย ความจำเป็น และขั้นตอนการพิจารณาที่เกี่ยวข้อง การเปลี่ยนเส้นทางเช่นนี้ทำให้การใช้จ่ายเงินต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการตรวจสอบมากขึ้น
- ระบบเดิม: ภาษีสรรพสามิตและเงินบำรุงถูกส่งตรงไปยังองค์กรหรือกองทุน
- ระบบใหม่: รายได้เข้าสู่รัฐและจัดสรรผ่านกระบวนการงบประมาณ
- สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยน: รัฐยังมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย
- สิ่งที่เปลี่ยน: วิธีการจัดสรรและการควบคุมเงินมีความเป็นระบบมากขึ้น
จุดที่ประชาชนควรทำความเข้าใจให้ชัดคือ “ยกเลิกภาษี” กับ “ยกเลิก Earmark” เป็นคนละเรื่องกัน การยกเลิกภาษีหมายถึงการยุติการจัดเก็บเงินจากฐานภาษีบางประเภท ขณะที่การยกเลิก Earmark หมายถึงการยกเลิกการล็อกเงินไว้ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยอัตโนมัติ เงินยังคงถูกจัดเก็บและอยู่ในระบบรัฐ เพียงแต่รัฐจะนำไปจัดสรรผ่านงบประมาณแทน
แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารรายได้ของประเทศมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รัฐบาลสามารถพิจารณาความสำคัญของแต่ละภารกิจในแต่ละปี และจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เช่น เศรษฐกิจ การดูแลสุขภาพ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ตลอดจนการสนับสนุนหน่วยงานที่ทำงานเพื่อสังคม
อย่างไรก็ตาม การนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณควรดำเนินการควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงว่า รายได้จากภาษีมีจำนวนเท่าใด ถูกจัดสรรไปยังภารกิจใด และเกิดผลลัพธ์ต่อประชาชนอย่างไร เพราะความโปร่งใสจะช่วยลดความเข้าใจผิด และทำให้สังคมติดตามนโยบายได้อย่างมีข้อมูล
กรณีนี้จึงควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงมากกว่าคำว่า “ยกเลิก” เพียงคำเดียว การสื่อสารว่าเป็นการลดภาษีให้ธุรกิจสุราและยาสูบอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนจากหลักการที่แท้จริง ขณะที่สาระสำคัญคือการปรับเส้นทางรายได้ให้กลับเข้าสู่ระบบการคลัง และให้การใช้เงินผ่านขั้นตอนงบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้
โดยสรุป ยกเลิก Earmark เงินยังอยู่ในระบบรัฐ และไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้รายได้จากภาษีหายไป การเปลี่ยนแปลงอยู่ที่การย้ายจากระบบส่งเงินตรงไปยังระบบงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการบริหารการคลัง ประชาชนควรติดตามรายละเอียดของกฎกระทรวง อัตราภาษี และการจัดสรรงบประมาณต่อไป เพื่อดูว่านโยบายสามารถสร้างความโปร่งใสและประโยชน์ต่อส่วนรวมได้จริงหรือไม่
มุมมองที่สำคัญคือ การเปลี่ยนเส้นทางเงินจะเกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อรัฐเปิดข้อมูล ตรวจสอบได้ และจัดสรรงบประมาณตรงตามเป้าหมาย ดังนั้น ประชาชนควรติดตามทั้งรายได้ที่จัดเก็บและผลลัพธ์ของการใช้เงิน เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้ตอบโจทย์สังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ที่มา – ‘ศุภชัย’สวนกระแสบิดเบือน Earmark ย้ำเงินยังอยู่ในระบบรัฐ เปลี่ยนเพียงเส้นทางจัดสรรผ่านงบประมาณ