ยศชนัน ชูโมเดลแก้จนเชิงรุก
ประเด็นการแก้ปัญหาความยากจนกำลังถูกยกระดับจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดย ยศชนัน ชูโมเดลแก้จนเชิงรุก เป็นแนวคิดที่มุ่งเชื่อมโยงโอกาสจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ด้วยตนเองในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวถูกนำเสนอในเวทีเสวนา Sandbox แก้จนสู่ทางออกทั้งประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดยพรรคเพื่อไทย แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการมองคนจนในฐานะผู้รอรับความช่วยเหลือ มาเป็นการค้นหาศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละคน แล้วออกแบบความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับบริบทจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ สุขภาพ การศึกษา ทักษะอาชีพ หรือการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน
ยศชนัน ชูโมเดลแก้จนเชิงรุก
หัวใจของโมเดลนี้คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบขั้นบันได โดยเชื่อมโยงผู้เล่นทุกระดับเข้าหากัน ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงเกษตรกรและแรงงานในท้องถิ่น หากภาครัฐออกแบบกลไกที่เหมาะสม การเติบโตของธุรกิจระดับบนก็จะสามารถสร้างคำสั่งซื้อ ถ่ายทอดความรู้ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเติบโตตามไปด้วย
ยศชนัน ชูโมเดลแก้จนเชิงรุก เดินหน้าทะเบียนโอกาส
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการเสนอให้เปลี่ยนมุมมองจากคำว่า ทะเบียนคนจน ไปสู่ ทะเบียนโอกาส เพราะความยากจนไม่ได้หมายถึงการไม่มีเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการขาดโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา แหล่งความรู้ เทคโนโลยี และตลาดแรงงาน การมีข้อมูลรายบุคคลที่รอบด้านจะช่วยให้หน่วยงานรัฐส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุดและลดปัญหาคนตกหล่นจากระบบสวัสดิการ
สำหรับการทำงานในพื้นที่ มีการวางแผนนำร่องใน 20 จังหวัด โดยผสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน หน่วยงานเหล่านี้จะร่วมกันลงพื้นที่สำรวจข้อมูลประชาชนเป็นรายบุคคล เพื่อค้นหาผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิหรือขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง
- ช่วยตรวจสอบและจัดการเอกสารเพื่อให้ประชาชนเข้าสู่ระบบสวัสดิการ
- จัดอบรมทักษะอาชีพที่เหมาะกับความสนใจและศักยภาพของแต่ละพื้นที่
- เชื่อมโยงผู้ผลิตรายย่อยกับตลาดและผู้ซื้อที่มีศักยภาพ
- นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปแก้ปัญหาที่ชุมชนยังขาดแคลน
- ติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความช่วยเหลือไม่จบลงเพียงโครงการระยะสั้น
แนวคิด Local Growth Engine หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นอีกกลไกสำคัญของแผนงาน โดยสนับสนุนให้ชุมชนใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและทำให้รายได้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่มากขึ้น การพัฒนาสินค้าชุมชนจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การผลิต แต่ต้องรวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ มาตรฐานสินค้า การตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางจำหน่าย
ในพื้นที่ที่ขาดแคลนเครื่องจักรหรือความรู้เฉพาะทาง ภาครัฐและสถาบันการศึกษาสามารถเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงได้ ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนเตาเผาไบโอชาร์ไร้ควันเพื่อช่วยลดมลพิษจากภาคการเกษตร การใช้เทคโนโลยีแปรรูปอาหารทะเลเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้าน และการติดตั้งระบบ Telemedicine ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบนพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าเดินทางเข้าเมือง
จากแก้จนระดับชุมชนสู่เศรษฐกิจอนาคต
นอกจากการแก้ปัญหาปากท้องในระดับพื้นที่แล้ว ยังมีการมองไปถึงการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ถูกพูดถึงครอบคลุมวิทยาศาสตร์สุขภาพ การบำบัดด้วยเซลล์และยีน หุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก เทคโนโลยีชีวภาพ และปัญญาประดิษฐ์
การสร้างอธิปไตยด้านเอไอก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะประเทศไทยควรมีความสามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับปัญหาของตนเอง ลดการพึ่งพาระบบจากต่างประเทศ และควบคุมต้นทุนในระยะยาว มหาวิทยาลัยจึงไม่ควรทำหน้าที่เฉพาะด้านการเรียนการสอน แต่ควรเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและนวัตกรรมที่ช่วยให้เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ และแหล่งทุน
อีกด้านหนึ่งคือการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุนได้พบปะกันมากขึ้น ไอเดียที่ดีจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อมีการทดลอง พัฒนาต้นแบบ และมีตลาดรองรับ มหาวิทยาลัยในภูมิภาคจึงสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงทรัพยากรของพื้นที่ พร้อมช่วยผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาด้านเทคโนโลยี บัญชี การตลาด และการบริหารจัดการ
การศึกษาและการเรียนรู้คือทางออกระยะยาว
การตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นจำเป็นต้องปรับระบบการศึกษาให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาคน ประชาชนทุกวัยควรเข้าถึงความรู้ได้ง่ายเหมือนการเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ชนบท หรือพื้นที่ห่างไกล หน่วยงานอย่าง OKMD Museum Siam และ TK Park สามารถมีบทบาทในการกระจายองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกิจกรรมการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง
สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น คนที่อยู่นอกระบบการศึกษาควรมีโอกาสฝึกอาชีพใหม่ ส่วนแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีควรได้รับการยกระดับทักษะให้ทันกับตลาด การแก้จนจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้ในวันนี้ แต่ต้องช่วยให้คนมีความรู้ มีสุขภาพที่ดี มีสิทธิ และมีความสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
โดยสรุป ยศชนัน ชูโมเดลแก้จนเชิงรุก สะท้อนความพยายามเปลี่ยนวิธีคิดจากการแจกจ่ายความช่วยเหลือไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนมีโอกาสยืนได้ด้วยตนเอง หากทุกภาคส่วนทำงานต่อเนื่องและใช้ข้อมูลจริงเป็นฐาน Sandbox ใน 20 จังหวัดก็อาจกลายเป็นต้นแบบที่ขยายผลไปทั่วประเทศได้ ความเห็นส่วนตัวคือการแก้จนจะสำเร็จได้เมื่อรัฐไม่ได้ทำงานแทนประชาชนทั้งหมด แต่ช่วยเปิดประตู เชื่อมทรัพยากร และทำให้คนตัวเล็กมีโอกาสเติบโตอย่างเป็นธรรม
ที่มา – ‘ยศชนัน’ ชู โมเดลรื้อโครงสร้างแก้จนเชิงรุก ทำ Sandbox นำร่อง 20 จังหวัด



