ยิ่งชีพชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนคดีโยงภูมิใจไทย

ประเด็น ยิ่งชีพชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนคดีโยงภูมิใจไทย กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากสังคม หลังนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ออกมาเปิดข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยตั้งคำถามถึงการสั่งฟ้องและไม่ฟ้องบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย

นายยิ่งชีพระบุว่า จากผู้ต้องหาทั้งหมด 229 คน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก แม้จะไม่มีการสั่งฟ้องผู้บริหารหรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยโดยตรง แต่ผู้ที่ถูกสั่งฟ้องบางรายมีความเกี่ยวข้องกับพรรค ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีต สส. ผู้สมัคร สส. ญาติของนักการเมือง และแกนนำพรรค จึงเกิดคำถามว่าการดำเนินคดีครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอหรือไม่

ยิ่งชีพชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนคดีโยงภูมิใจไทย

หนึ่งในกรณีที่ถูกยกขึ้นมาอธิบายคือเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้สมัคร สว. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีข้อมูลว่า นายสุบิน ศักดา ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส. รายหนึ่ง โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. เพื่อสนับสนุนการเลือกบุคคลตามเป้าหมาย เงินจำนวนดังกล่าวมีต้นทางจากเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทยในจังหวัด และมีการโอนต่อกันเป็นทอด ๆ รวม 38,000 บาท

ตามข้อมูลที่ถูกเปิดเผย นายพิชัย ชมภูพล เป็นผู้โอนเงินให้เจ้าหน้าที่พรรค จากนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวโอนเงินให้นายสุบิน 2 ครั้ง รวมเป็นจำนวนเดียวกัน ขณะที่ กกต. เห็นว่ากระบวนการนี้อาจเข้าข่ายการทุจริต จึงมีการสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องบางราย แต่นายพิชัยไม่ได้ถูกสั่งฟ้อง ประเด็นนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นายยิ่งชีพตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินคดีอาจถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้ปฏิบัติระดับล่าง

ข้อสังเกตเรื่องเส้นเงินและพยานในคดี

นอกจากเส้นทางการเงินแล้ว ยังมีคำให้การของพยานที่ระบุว่า นายสุบินพูดให้ช่วย “นายหัว” ซึ่งนายยิ่งชีพตั้งคำถามว่า หากผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ช่วย สส. บุคคลที่ถูกเรียกว่าเจ้านายอาจเป็นใครได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดควรได้รับการตรวจสอบผ่านพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม โดยยังไม่ควรสรุปว่าบุคคลใดมีความผิดก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด

สำหรับพยานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพรรคภูมิใจไทย มีการกล่าวถึงบุคคล 4 ราย ได้แก่ นายเอกราช ช่างเหลา นายอัษฎางค์ แสวงการ นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช และผู้ช่วยของ สว. รายหนึ่งซึ่งไม่ได้เปิดเผยชื่อ โดยประธาน กกต. ระบุว่าพยานบางรายไม่น่าเชื่อถือหรือมีการกลับคำให้การ นายยิ่งชีพจึงนำรายละเอียดและลำดับเวลาของคำให้การมาเสนอ เพื่อให้สังคมพิจารณาความสอดคล้องของข้อมูล

ประเด็นเรื่องช่วงเวลาถือเป็นข้อสังเกตที่ถูกพูดถึงมาก นายยิ่งชีพระบุว่า การให้การครั้งแรกของพยานบางรายเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกัน ต่อมามีพยานบางคนส่งหนังสือกลับคำให้การในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลง และมีการเปลี่ยนขั้วทางอำนาจเกิดขึ้น จึงตั้งคำถามว่า ช่วงเวลาใดอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองมากกว่า

  • เส้นทางการเงิน: มีการกล่าวถึงการโอนเงินต่อเนื่องระหว่างบุคคลหลายราย และยอดเงินรวม 38,000 บาท
  • ข้อมูลการติดต่อ: มีการอ้างถึงหลักฐานการโทรศัพท์หาผู้สมัครหรือสมาชิกวุฒิสภาหลายราย รวม 62 ครั้งภายในระยะเวลา 80 วัน
  • คำให้การของพยาน: พยานบางรายให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับเงินและการประสานงาน แต่ภายหลังมีการกลับคำให้การ
  • การสั่งฟ้อง: กกต. มีคำสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องบางคน ขณะที่บุคคลที่ถูกพาดพิงบางรายไม่ได้ถูกฟ้อง

อีกประเด็นหนึ่งคือข้อมูลการโทรศัพท์ที่ถูกอ้างว่าเชื่อมโยงกับผู้สมัคร สว. อย่างน้อย 19 คน รวม 62 ครั้ง ภายใน 80 วัน นายยิ่งชีพมองว่าความถี่ดังกล่าวควรได้รับคำอธิบายว่า ผู้โทรมีบทบาทใดและติดต่อด้วยเหตุผลอะไร ขณะเดียวกัน ในสำนวนยังมีการกล่าวถึงการติดต่อบุคคลทางการเมืองเพื่อฝากผู้สมัครให้ได้รับการสนับสนุน รวมถึงกรณีผู้สมัครรายหนึ่งได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มของตน

อย่างไรก็ตาม หลักฐานการโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความผิด จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับเนื้อหาการสนทนา พยานบุคคล เส้นทางเงิน เอกสารการโอน และพฤติการณ์แวดล้อมอื่น ๆ การนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านจึงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมตัดสินผู้ถูกกล่าวหาจากข้อมูลบางส่วน

ในส่วนของนายทรงศักดิ์ ทองศรี มีการกล่าวถึงในคำให้การของพยานบางรายว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่หลายจังหวัด ขณะเดียวกันมีพยานอีกคนอ้างว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว และมีการพาดพิงถึงบุคคลอื่นในตำแหน่ง สว. ด้วย นายยิ่งชีพจึงตั้งคำถามว่า หาก กกต. เชื่อคำให้การบางส่วนจนสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายหนึ่ง เหตุใดจึงไม่ขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่ปรากฏชื่ออยู่ในคำให้การเดียวกัน

นี่คือแก่นสำคัญของประเด็น ยิ่งชีพชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนคดีโยงภูมิใจไทย เพราะไม่ได้มีเพียงคำกล่าวหาเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการพิจารณาพยานหลักฐาน ความต่อเนื่องของเส้นทางเงิน และเหตุผลในการเลือกดำเนินคดีกับบุคคลบางกลุ่ม ข้อสงสัยเหล่านี้ควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ท้ายที่สุด คดีนี้ควรเดินหน้าด้วยความโปร่งใส เปิดเผยเหตุผลทางกฎหมาย และให้ทุกฝ่ายมีโอกาสชี้แจงอย่างเป็นธรรม ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากเอกสารและกระบวนการยุติธรรมมากกว่าการตัดสินจากกระแสข่าวเพียงด้านเดียว หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถอธิบายความแตกต่างของการสั่งฟ้องและไม่ฟ้องได้อย่างละเอียด ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและระบบตรวจสอบทางการเมืองได้มากขึ้น

ที่มา – ‘ยิ่งชีพ’ชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนคดีโยง ’ภูมิใจไทย‘แต่หลักฐานเส้นเงิน-โทรศัพท์โยงชัด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *