รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยึดสัญญาเดิม

รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยึดสัญญาเดิม กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้ง หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า สัญญาร่วมลงทุนโครงการยังมีผลบังคับใช้ และคู่สัญญาทั้งภาครัฐและเอกชนยังต้องดำเนินการตามเงื่อนไขเดิม แม้โครงการจะล่าช้ามานานหลายปีและยังไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกให้รวดเร็วขึ้น

รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยึดสัญญาเดิม

นายกรัฐมนตรีระบุว่า เมื่อสัญญายังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ลงนามไว้ก่อนหน้านี้ การยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาจึงไม่สามารถดำเนินการได้โดยอาศัยเพียงความเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมาย เงื่อนไขในสัญญา และผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือบอร์ด EEC นายอนุทินยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีประเด็นที่จำเป็นต้องเสนอให้บอร์ด EEC พิจารณา เพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบของสัญญาเดิม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

ความคืบหน้าคดีและภาระของคู่สัญญา

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ยื่นฟ้องบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญา รวมถึงธนาคารผู้ค้ำประกันและผู้ออกหนังสือรับประกัน รวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเรียกชำระหนี้ค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ หรือ ARL พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดและขอให้ศาลบังคับหลักประกันตามสัญญา

ยอดเงินที่ รฟท. เรียกร้องมีมูลค่ารวมกว่า 13,335 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้นจำนวน 10,671.09 ล้านบาท และดอกเบี้ยผิดนัดกว่า 2,664.84 ล้านบาท โดยหนี้ดังกล่าวครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2564 หลังสัญญาร่วมลงทุนมีผลบังคับใช้ครบ 2 ปี

  • บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ถูกฟ้องในฐานะลูกหนี้ชั้นต้น ต้องรับผิดชอบเงินต้นและดอกเบี้ยตามข้อเรียกร้อง
  • ธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารผู้ค้ำประกัน วงเงินแห่งละ 1,000 ล้านบาท
  • ผู้ถือหุ้นและผู้ออกหนังสือรับประกัน จำนวน 5 ราย อาจต้องชดใช้ความเสียหาย หากศาลพิจารณาว่าเอกชนไม่ปฏิบัติตามสัญญา

กลุ่มผู้ค้ำประกันและผู้ออกหนังสือรับประกันประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งถือหุ้น 70 เปอร์เซ็นต์ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด ถือหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด มหาชน ถือหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ บริษัท ช.การช่าง จำกัด มหาชน ถือหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์ และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน ถือหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์

รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยึดสัญญาเดิม กระทบบริการหรือไม่

รฟท. ยืนยันว่า การดำเนินคดีมีเป้าหมายเพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของรัฐอย่างรอบคอบ ไม่ได้มีเจตนาทำให้การให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์หยุดชะงัก ประชาชนยังสามารถใช้บริการได้ตามปกติ และข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนจะถูกดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรม

สำหรับประชาชน สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง รวมถึงท่าทีของคู่สัญญาและหน่วยงานรัฐว่าจะสามารถหาทางเดินหน้าโครงการได้อย่างไร การยึดสัญญาเดิมอาจช่วยให้รัฐรักษาหลักการและสิทธิทางกฎหมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จำเป็นต้องมีแผนงานที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้โครงการล่าช้าออกไปจนกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน

โดยสรุป รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยึดสัญญาเดิม สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงและใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา ผู้ติดตามข่าวควรพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพราะโครงการนี้มีทั้งมิติด้านการคมนาคม เศรษฐกิจ การลงทุน และการบริหารทรัพย์สินของรัฐ หากทุกฝ่ายเดินหน้าตามขั้นตอนอย่างโปร่งใส ก็จะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสให้โครงการสำคัญของประเทศกลับมามีความคืบหน้าได้ในอนาคต

ที่มา – นายกฯ “อนุทิน” ลั่น รถไฟไฮสปีด3สนามบินยึดสัญญาเดิม ไม่สิ้นสุด-ไม่แก้สัญญา-ยังไม่มีประเด็นต้องเข้าบอร์ด EEC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *