รมช.เกษตรฯจ่อปรับ MOU น้ำนมดิบ หลัง อ.ส.ค.แบกขาดทุน
เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับสถานการณ์ในอุตสาหกรรมโคนมไทยกันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่ทาง รมช.เกษตรฯจ่อปรับ MOU น้ำนมดิบ หลัง อ.ส.ค.แบกขาดทุน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยครับ
รมช.เกษตรฯจ่อปรับ MOU น้ำนมดิบ หลัง อ.ส.ค.แบกขาดทุน เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน
จากข่าวการลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกนมของ อ.ส.ค. ที่พบว่ามีนมค้างสต็อกจำนวมหาศาลกว่า 94 ล้านกล่อง เนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่องและขาดทุนสะสม ส่งผลให้หน่วยงานรัฐต้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเป็นการด่วน นโยบายที่ว่า รมช.เกษตรฯจ่อปรับ MOU น้ำนมดิบ หลัง อ.ส.ค.แบกขาดทุน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการส่วนเกินจากโควตา เพื่อลดความสูญเสียในอนาคต
ทำไมต้องมีการปรับ MOU น้ำนมดิบในครั้งนี้?
ปัญหาหลักเกิดจากการที่ อ.ส.ค. รับน้ำนมดิบเกินจากข้อตกลง (MOU) เดิมไปถึง 400 ตันต่อวัน ในขณะที่ช่องทางการจำหน่ายจริงรองรับได้น้อยกว่า ทำให้เกิดภาวะนมล้นสต็อก โดยแนวทางการแก้ปัญหาประกอบด้วย:
- การทบทวนตัวเลขรับซื้อน้ำนมดิบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดจริง
- การบริหารจัดการนมที่หมดอายุเพื่อนำไปทำปุ๋ยหรือใช้ประโยชน์อื่นแทนการทิ้ง
- การหามาตรการรองรับเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ยืนยันว่าการเดินหน้าปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ อ.ส.ค. สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้แบบยั่งยืน เพราะหากหน่วยงานหลักเข้มแข็ง ก็ย่อมหมายถึงรายได้และความมั่นคงของเกษตรกรจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมที่สุด
ในมุมมองของผม การปรับตัวครั้งนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคที่กำลังซื้อและการแข่งขันในตลาดเปลี่ยนไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ภาครัฐต้องทำให้มั่นใจคือ เกษตรกรต้องไม่ถูกทอดทิ้ง และกระบวนการผลิตต้องได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หากมีการจัดการสต็อกที่ดีและปรับ MOU ให้สมดุล ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมโคนมไทยจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอนครับ
ที่มา – รมช.เกษตรฯจ่อปรับ MOU น้ำนมดิบ หลัง อ.ส.ค.แบกขาดทุน-นมค้างสต็อกอื้อ