รวบ 2 เครือข่ายพ่อจีนสวมสัญชาติไทยให้ลูก

คดี รวบ 2 เครือข่ายพ่อจีนสวมสัญชาติไทยให้ลูก กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและกรมการปกครองร่วมกันขยายผลการใช้เอกสารเท็จ เพื่อให้เด็กที่มีพ่อแม่เป็นชาวต่างชาติได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงคดีเอกสารทั่วไป แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่มีหมายจับในต่างประเทศ คดีฉ้อโกง การฟอกเงิน และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

รวบ 2 เครือข่ายพ่อจีนสวมสัญชาติไทยให้ลูก

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตำรวจตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการในชื่อ “ปิดน่านฟ้า ล่าขบวนการพ่อไทยทิพย์” เจ้าหน้าที่พบพฤติการณ์น่าสงสัยจากชาวจีนบางรายที่เดินทางพร้อมเด็กซึ่งถือสัญชาติไทย แต่ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากลับไม่สอดคล้องกัน

รายละเอียดคดีพ่อไทยทิพย์และเอกสารเท็จ

คดีแรกเริ่มจากการตรวจสอบชายไทยวัย 40 ปี ซึ่งเดินทางพร้อมหญิงชาวจีนและเด็กชายวัย 8 เดือน แม้เด็กจะถือสัญชาติไทย แต่จากการซักถามพบว่าผู้เดินทางทั้งสองไม่สามารถอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนต่อและพบว่า บิดาที่แท้จริงของเด็กเป็นชายชาวจีนวัย 32 ปี ซึ่งทำงานเกี่ยวกับบริษัทคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ชายชาวจีนรายดังกล่าวมีหมายจับจากประเทศจีนในคดีฉ้อโกง โดยมีพฤติการณ์อ้างตัวเป็นนายหน้าเพื่อหลอกผู้เสียหายเรื่องการฝากเด็กเข้าโรงเรียน ตำรวจเชื่อว่าเขาและหญิงชาวจีนวางแผนเดินทางมาคลอดบุตรในประเทศไทย จากนั้นให้ชายไทยรับรองเป็นบิดา เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย แม้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่ตรงกับความเป็นจริง

ศาลจังหวัดพัทยาได้ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 3 ราย ในข้อหาเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและการใช้หลักฐานเท็จทางทะเบียนราษฎร ก่อนที่ตำรวจจะติดตามจับกุมตัวได้ทั้งหมด การดำเนินคดีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลการเกิดและความสัมพันธ์ทางครอบครัวมากขึ้น

คดีที่สองพบสูติบัตร 2 ฉบับและบัญชีฟอกเงิน

สำหรับคดีที่สอง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสุวรรณภูมิตรวจพบหญิงชาวจีนวัย 31 ปี ขณะเตรียมเดินทางออกนอกประเทศพร้อมลูกชายวัย 2 ปี หญิงรายนี้ถือวีซ่าอุปการะบุตรไทย แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารกลับพบความผิดปกติสำคัญ คือเด็กมีสูติบัตรถึง 2 ฉบับ

  • สูติบัตรฉบับแรกระบุว่าเด็กมีสัญชาติไทย และมีชายไทยเป็นบิดา
  • สูติบัตรอีกฉบับระบุว่าเด็กเป็นชาวต่างชาติ และมีชายชาวจีนเป็นบิดา
  • หนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลถูกปลอมแปลงทั้งฉบับ
  • ชายไทยที่แจ้งรับรองไม่ใช่บิดาที่แท้จริงของเด็ก

จากการสืบสวน ตำรวจพบว่าชายชาวจีนเป็นบิดาที่แท้จริง จึงขอศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 4 ราย ได้แก่ ชายชาวจีน หญิงชาวจีน ชายไทยผู้รับรอง และหญิงไทยผู้รับรองการเกิด ทั้งหมดถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้หลักฐานเท็จและการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อทางทะเบียนราษฎร

นอกจากความผิดเรื่องทะเบียนราษฎรแล้ว ชายชาวจีนในคดีนี้ยังมีหมายจับจากตำรวจจีนในคดีเกี่ยวกับบัญชีและการฟอกเงิน โดยเชื่อมโยงบัญชีกว่า 133 บัญชี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 500 ล้านหยวน หรือราว 2,500 ล้านบาท ประเด็นนี้ทำให้คดี รวบ 2 เครือข่ายพ่อจีนสวมสัญชาติไทยให้ลูก มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสวมสิทธิทางทะเบียน แต่ยังเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

ผลกระทบต่อระบบทะเบียนและความมั่นคง

กรมการปกครองได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนแจ้งเกิดในพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมมีความเห็นให้ออกจากราชการไว้ก่อน การตรวจสอบเจ้าหน้าที่ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะระบบทะเบียนราษฎรจำเป็นต้องอาศัยความถูกต้อง โปร่งใส และการตรวจเอกสารอย่างรอบคอบ หากมีการปล่อยให้เอกสารเท็จเข้าสู่ระบบ ย่อมส่งผลต่อสิทธิของบุคคล ความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ที่กลุ่มอาชญากรอาจพยายามใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บุคคลไทยรับรองความเป็นบิดา การจัดทำเอกสารการเกิดหลายชุด หรือการเดินทางเข้าออกประเทศด้วยสถานะที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และตรวจสอบประวัติบุคคลกับฐานข้อมูลระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

จับผู้ต้องหาข้ามชาติอีกคดีที่ชายแดนหนองคาย

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายสนธิกำลังทหารพรานจับกุมชายชาวจีนรายหนึ่งบริเวณชายแดนอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ขณะลักลอบข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งลาว เจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเอโทมิเดต ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 น้ำหนักมากกว่า 5 กิโลกรัม จึงแจ้งข้อหาหลบหนีเข้าเมืองและครอบครองวัตถุออกฤทธิ์

เมื่อตรวจสอบประวัติเชิงลึก เจ้าหน้าที่พบว่าชายรายนี้เป็นอาชญากรข้ามชาติที่มีหมายจับจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือดูไบ ในคดีร่วมกันฆาตกรรม 3 ศพ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้ย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยอาจถูกใช้เป็นเส้นทางพักพิงหรือทางผ่านของผู้ต้องหาจากหลายประเทศ การคัดกรองบุคคลตามแนวชายแดนและสนามบินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

โดยสรุป คดี รวบ 2 เครือข่ายพ่อจีนสวมสัญชาติไทยให้ลูก เป็นอุทาหรณ์ว่าการรับรองบุตรและการแจ้งเกิดต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย ผู้ที่คิดช่วยเหลือหรือรับจ้างลงชื่อแทนผู้อื่นอาจต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย ขณะเดียวกันประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารที่ไม่ถูกต้อง เพราะผลกระทบอาจลุกลามถึงสิทธิของเด็กและความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – รวบ 2 เครือข่ายพ่อจีนสวมสัญชาติไทยให้ลูก พบพัวพันคดีฉ้อโกง-ฟอกเงิน 2,500 ล้าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *