รังสิมันต์ ฉะอย่ามาตีตรา สว.ส้ม ยันพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง
ประเด็นการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังมีการกล่าวถึงสำนวนคดีเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงไปถึง สว. ซึ่งถูกเรียกในทางการเมืองว่า “สว.สีส้ม” รวมถึงพรรคประชาชนและคณะก้าวหน้า นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จึงออกมาชี้แจงว่า ไม่ควรใช้สีทางการเมืองมาตัดสินหรือเหมารวมบุคคลทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ใจความสำคัญของกรณีนี้คือ พรรคประชาชนยืนยันว่าไม่เคยปกป้อง สว. กลุ่มใดเป็นพิเศษ และไม่ได้เรียกร้องให้มีการเลือกปฏิบัติระหว่าง สว. ที่มีจุดยืนแตกต่างกัน การตรวจสอบควรใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น สว. ที่ถูกมองว่าใกล้ชิดประชาชน สว. กลุ่มอิสระ หรือ สว. ที่ถูกเรียกว่า สว.สีน้ำเงิน
รังสิมันต์ ฉะอย่ามาตีตรา สว.ส้ม ยันพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง
นายรังสิมันต์กล่าวว่า ไม่มี สว. คนใดนิยามตัวเองว่าเป็น “สว.สีส้ม” อย่างเป็นทางการ การใช้คำดังกล่าวเกิดจากการตรวจสอบของฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมที่พยายามติดตามความเชื่อมโยงทางการเมือง เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตต่อกลุ่มบุคคลบางส่วน จึงเกิดการตีตราว่า หากคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม คนที่อยู่ในกลุ่มหรือมีความสัมพันธ์ทางการเมืองเดียวกันก็อาจถูกมองว่าผิดไปด้วย
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวอาจทำให้การพิจารณาข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนได้ เพราะการตรวจสอบควรพิจารณาจากพฤติกรรม พยานหลักฐาน และเส้นทางการกระทำของแต่ละคน ไม่ใช่พิจารณาจากสีทางการเมืองเพียงอย่างเดียว พรรคประชาชนจึงยืนยันว่าพร้อมให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานว่านักการเมืองหรือสมาชิกของพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็สามารถเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการตามกฎหมายได้
รังสิมันต์ ฉะอย่ามาตีตรา สว.ส้ม กับหลักการตรวจสอบที่เท่าเทียม
ประเด็นที่นายรังสิมันต์ต้องการเน้นคือ การแยกแยะระหว่างพฤติกรรมที่อาจเป็นเพียงการรวมกลุ่มของประชาชนกับพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตเลือก สว. ให้ชัดเจน การที่ผู้สมัครหรือประชาชนรวมตัวกัน พูดคุย แนะนำตัว แลกเปลี่ยนข้อมูล หรือจัดทำเว็บไซต์ อาจต้องตรวจสอบว่าผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นการโกงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ในทางกลับกัน หากพบว่ามีการจ้างบุคคลให้สมัครเพื่อใช้เป็นผู้สมัครที่มีเป้าหมายเฉพาะ มีการจ่ายเงินจำนวนมาก หรือมีนักการเมืองเข้าไปควบคุมและจัดการกระบวนการ การกระทำเหล่านี้ควรถูกแยกออกมาตรวจสอบเป็นอีกประเภทหนึ่ง เพราะมีลักษณะและระดับความร้ายแรงแตกต่างจากการรวมกลุ่มทั่วไป
- การรวมกลุ่มของประชาชน ควรตรวจสอบว่ามีเจตนาและพฤติกรรมอยู่ในกรอบกฎหมายหรือไม่
- การจ้างบุคคลให้สมัคร ต้องพิจารณาหลักฐานการจ่ายเงิน ผู้สั่งการ และวัตถุประสงค์ของการสมัคร
- การเชื่อมโยงกับนักการเมือง ควรตรวจสอบจากข้อมูลการติดต่อ เส้นทางการเงิน และพยานบุคคล
- การใช้สีทางการเมือง ไม่ควรนำมาแทนที่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงรายบุคคล
กกต. ต้องเปิดหลักฐานและใช้มาตรฐานเดียวกัน
นายรังสิมันต์ระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. สามารถดำเนินการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานก็สามารถเปิดเผยให้สังคมรับทราบว่า นักการเมืองคนใดหรือสมาชิกพรรคใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ถูกกล่าวหา พรรคประชาชนพร้อมให้ตรวจสอบ รวมถึงพร้อมดำเนินกระบวนการตรวจสอบภายในของพรรคด้วยเช่นกัน
สิ่งที่สังคมควรจับตาคือความชัดเจนของนิยามคำว่า “โกง สว.” เพราะแต่ละพฤติกรรมอาจมีข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน การเข้าชื่อรวมกลุ่ม การพูดคุย การแนะนำตัว และการทำเว็บไซต์ ไม่ควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับการจ่ายเงินว่าจ้างหรือการจัดหาผู้สมัครเพื่อให้ลงคะแนนตามคำสั่ง ทั้งสองกรณีจำเป็นต้องใช้หลักฐานคนละแบบในการพิจารณา
นอกจากนี้ การตรวจสอบไม่ควรหยุดอยู่แค่ตัวผู้สมัคร สว. แต่ควรตรวจสอบเส้นทางการเงิน ข้อมูลการสื่อสาร และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากมีการติดต่อทางโทรศัพท์หรือช่องทางอื่นที่เชื่อมไปถึงนักการเมือง กลุ่มทุน หรือผู้มีอำนาจ ก็ควรตรวจสอบให้ครบทุกส่วน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ไม่ว่าจะอยู่สีไหน หากผิดต้องดำเนินการ
จุดยืนที่ถูกย้ำคือ เรื่องนี้ไม่ควรถูกลดทอนให้กลายเป็นการถกเถียงว่า สว. กลุ่มใดเป็นของพรรคใด หรืออยู่สีอะไร หากบุคคลใดมีพฤติกรรมทุจริตเลือก สว. ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด หรือเคยนิยามตัวเองว่าอยู่ฝ่ายไหนก็ตาม
ในมุมของประชาชน การตรวจสอบที่ดีควรสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน การกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานอาจทำให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกัน หากมีพฤติกรรมผิดจริงแต่ไม่เร่งดำเนินการ ก็อาจทำให้สังคมตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการเลือก สว. ได้เช่นกัน
โดยสรุป ประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาชี้แจงไม่ได้หมายความว่าพรรคประชาชนต้องการปกป้อง สว. กลุ่มใด แต่ต้องการให้การตรวจสอบยึดหลักฐานและใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย การแยกแยะพฤติกรรมอย่างละเอียดจะช่วยให้การดำเนินคดีมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และทำให้สังคมเห็นชัดว่าใครเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง
มุมมองที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ กกต. จะเปิดเผยหลักฐานและอธิบายข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะความชัดเจนของข้อมูลจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือก สว. ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และไม่รีบตัดสินบุคคลจากสีหรือป้ายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
ที่มา – ‘รังสิมันต์’ ฉะอย่ามาตีตรา สว.ส้ม ยันพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง