รัฐบาลระบายยางค้างสต็อก 1.8 หมื่นตัน รักษาเสถียรภาพชาวสวนยาง
รัฐบาลระบายยางค้างสต็อก 1.8 หมื่นตัน รักษาเสถียรภาพชาวสวนยาง
เป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวสวนยางครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ดำเนินการระบายยางพาราค้างสต็อกออกสู่ตลาดกว่า 1.8 หมื่นตัน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาพรวมเศรษฐกิจภาคการเกษตร โดยเหตุผลสำคัญของ รัฐบาลระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ย้ำ ไม่กระทบราคาตลาดช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง ในครั้งนี้ คือการบริหารจัดการในช่วงที่ผลผลิตในสวนมีจำกัด ทำให้ราคาตลาดอยู่ในเกณฑ์ดี การตัดสินใจขายยางในช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมมากครับ
ทำไมรัฐบาลระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ถึงไม่กระทบราคาตลาด?
หลายคนอาจกังวลว่าการนำยางเก่าออกมาขายจะทำให้ราคาตกต่ำลงหรือไม่? แต่ข่าวดีคือกรรมการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ชี้แจงว่าปริมาณยางที่นำออกมาขายนั้นคิดเป็นเพียง 4.3% ของผลผลิตทั้งหมดในช่วงเดือนมิถุนายนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการในตลาด ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อกลไกราคาใดๆ เลย
- บริหารความคุ้มค่า: สามารถทำกำไรจากการประมูลได้สูงกว่าราคาตั้งต้นถึง 318 ล้านบาท
- จัดการโกดังโปร่งใส: เปิดประมูลอย่างเปิดเผยในหลายพื้นที่ ทั้งสงขลาและชลบุรี
- ลดภาระรัฐ: รายได้ที่ได้มาจะถูกนำไปชำระหนี้ ธ.ก.ส. โดยตรง ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเพิ่ม
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทำให้ผลผลิตยางลดลง การระบายยางชุดนี้ออกมาจึงเปรียบเสมือนการเติมสมดุลให้กับตลาด ช่วยให้ซัพพลายไม่ตึงตัวจนเกินไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการที่ รัฐบาลระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ย้ำ ไม่กระทบราคาตลาดช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง ครั้งนี้ ถือเป็นการโชว์ศักยภาพการจัดการทรัพย์สินของรัฐที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด
ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาใส่ใจเรื่องจังหวะเวลาในการปล่อยของแบบนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระหนี้สินเก่าๆ แต่ยังเป็นการปกป้องราคาขายของพี่น้องเกษตรกรไม่ให้ผันผวนจนเกินไป เชื่อมั่นได้เลยว่าหากมีการบริหารจัดการเชิงรุกแบบนี้ต่อเนื่อง ชาวสวนยางบ้านเราจะมีอนาคตที่สดใสและรายได้ที่มั่นคงขึ้นอย่างแน่นอนครับ
ที่มา – รัฐบาล ระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ย้ำ ไม่กระทบราคาตลาดช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง