รัฐบาลอัดฉีดแพ็คเกจใหญ่ มาตรการเงินกู้-ภาษี 2.6 แสนล้าน ปลุก SMEs
รัฐบาลอัดฉีดแพ็คเกจใหญ่ มาตรการเงินกู้-ภาษี 2.6 แสนล้าน ปลุก SMEs
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยการเติบโตของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งถือเป็นรากฐานหลักของระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากประสบปัญหาด้านสภาพคล่องและเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลจึงเร่งประกาศมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ด้วยงบประมาณรวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางให้สามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายของมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย
มาตรการ “Quick Big Win” ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การสร้างรายได้ การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
มาตรการด้านการเงิน: เสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนให้ SMEs
รัฐบาลได้อนุมัติการดำเนินโครงการสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่ง ด้วยวงเงินรวมกว่า 267,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสินเชื่อวงเงิน 217,000 ล้านบาท และค้ำประกันสินเชื่อวงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก แบ่งเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่ SMEs Go Big, SMEs Smart Win และ SMEs Quick LG สำหรับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง
- ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนการเงินและเสริมสภาพคล่อง โดยแบ่งเป็น 4 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการเสริมสภาพคล่อง โครงการ Reinvent Thailand โครงการ Transformation และโครงการ Tourism
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการสินเชื่อสำหรับภาคการเกษตร วงเงิน 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 โครงการ ได้แก่ โครงการสินเชื่อไทยยั่งยืน (ชุมชนสร้างไทย ระยะที่ 3) และโครงการสินเชื่อเพื่อ SME ไทยไชโย
- ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์ของโครงการสินเชื่อปลุกพลัง SME และโครงการสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ Micro SMEs และ SMEs ทั่วไป
- ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ดำเนินโครงการประกันการส่งออกและสินเชื่อ EXIM Expand Shield วงเงิน 12,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการส่งออก
- ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการมุสลิม วงเงิน 3,000 ล้านบาท สำหรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสินค้าฮาลาล
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ดำเนินโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ วงเงิน 2,000 ล้านบาท สำหรับการปลูกสร้าง ซื้อที่ดิน หรือต่อเติม ปรับปรุงซ่อมแซม
มาตรการด้านภาษี: เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรม
รัฐบาลไม่ได้มองข้ามการลดภาระด้านภาษีเพื่อให้ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม ซึ่งมาตรการด้านภาษีมีดังนี้
- กรมสรรพากร ดำเนินโครงการพี่ช่วยน้อง โดยให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ช่วยสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยีให้แก่บริษัทใน Supply Chain เพื่อให้ปรับตัวเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้ได้รับการคืนภาษีเร็วขึ้นและเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจากส่วนกลางแบบ Fast Track เพื่อให้ SMEs กว่า 20,000 ราย ได้รับคืนภาษีเร็วขึ้นภายในสิ้นปี
- กรมศุลกากร ยกเลิกการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าที่ไม่ต้องเสียภาษี (De Minimis Value) เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่เสียภาษีถูกต้อง
มาตรการอื่น ๆ: เพิ่มโอกาสและช่องทางให้ SMEs
นอกจากการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและภาษีแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าสร้างโอกาสให้ SMEs ผ่านมาตรการอื่น ๆ ดังนี้
- กรมบัญชีกลาง สนับสนุนคู่ค้าภาครัฐโดยการให้สินเชื่อผ่านระบบ PromptBiz ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับข้อมูลการเบิกจ่ายเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถพิจารณาให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีการให้แต้มต่อทางด้านราคาเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายรับไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี
- กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดตั้ง E-commerce Platform ของประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์เป็นของตนเอง และสามารถใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการค้าหรือให้บริการผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย
การดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวม ดังนี้
- “กระตุ้นสั้น” จะสามารถช่วย SMEs เติมสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ 270,000 ล้านบาท
- “ได้ผลยาว” จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2569 อีกร้อยละ 0.36
- “กระจายตัว” จะสามารถช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 107,000 ราย
การอัดฉีดแพ็คเกจใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อการจ้างงาน การลงทุน และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งถือเป็นการสร้าง Ecosystem ใหม่ให้กับ SMEs ของไทย และส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน
หากท่านใดสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย สามารถติดต่อสอบถามได้ตามช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โทร. 02 890 9999
- ธนาคารออมสิน โทร. 02 299 8000 หรือสายด่วน 1115
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โทร. 02 555 0555
- ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โทร. 0 2265 3000 หรือสายด่วน 1357
- ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โทร. 02 169 9999
- ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โทร. 02 650 6999 หรือสายด่วน 1302
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร. 02 645 9000
- กรมสรรพากร โทร. 02 272 8295
- กรมศุลกากร โทร. 02 667 6000
- กรมบัญชีกลาง โทร. 02 127 7000 ต่อ 4553
ที่มา – เช็กรายละเอียดได้ที่นี่ รัฐบาลอัดฉีดแพ็คเกจใหญ่ มาตรการเงินกู้-ภาษี 2.6 แสนล้าน ปลุก SMEs