รัดเกล้าชูปฏิรูปโทษปรับคดีเล็ก

รัดเกล้าชูปฏิรูปโทษปรับคดีเล็ก พร้อมเสนอแนวทางยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับ และเปลี่ยนไปใช้มาตรการที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการผ่อนชำระ การทำงานบริการสังคม และการบังคับคดีกับทรัพย์สินของผู้ที่มีความสามารถแต่จงใจไม่จ่ายค่าปรับ ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจ เพราะสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างชัดเจน

แนวคิดสำคัญคือ คนที่ทำผิดในคดีลักษณะเดียวกันและได้รับโทษปรับเท่ากัน ไม่ควรถูกปฏิบัติแตกต่างกันเพียงเพราะฐานะทางการเงิน คนมีเงินสามารถจ่ายค่าปรับแล้วกลับบ้านได้ ขณะที่คนยากจนซึ่งไม่มีเงินก้อนกลับต้องสูญเสียอิสรภาพ ทั้งที่ความยากจนไม่ใช่อาชญากรรม และการไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ไม่ควรเป็นเหตุให้ใครต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ

รัดเกล้าชูปฏิรูปโทษปรับคดีเล็ก แก้ความเหลื่อมล้ำในเรือนจำ

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงปัญหาการกักขังแทนค่าปรับ โดยตั้งคำถามว่า เรือนจำควรมีไว้ขังคนจนเพียงเพราะไม่มีเงินหรือไม่ ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับผู้ถูกลงโทษเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อครอบครัวและคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเสาหลักในการหารายได้

ข้อมูลที่ถูกนำเสนอระบุว่า ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยมีผู้ต้องขังจำนวน 316,392 คน ขณะที่เรือนจำรองรับผู้ต้องขังเกินศักยภาพถึง 131% และมีอัตราการคุมขังเฉลี่ย 428 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 3 เท่า นอกจากนี้ ในแต่ละปีมีผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับราว 30,000–40,000 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การแก้ปัญหานี้อาจช่วยลดความแออัดในเรือนจำได้อย่างมีนัยสำคัญ

รัดเกล้าชูปฏิรูปโทษปรับคดีเล็ก ด้วยทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง

แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับมาตั้งแต่ปี 2545 และมีการปรับปรุงระเบียบในปี 2563 แต่การใช้สิทธิดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เพราะประชาชนต้องยื่นคำร้องด้วยตนเอง หากไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่มีทนาย หรือไม่ทราบว่าตนมีสิทธิ ก็อาจพลาดโอกาสและถูกกักขังแทนค่าปรับ

สถิติคำร้องที่ไม่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นจาก 11% ในปี 2565 เป็น 21% ในปี 2567 ขณะที่ผู้ที่ถูกกักขังไปแล้วและยื่นคำร้องขอเปลี่ยนเป็นการทำงานบริการสังคม ได้รับอนุมัติเพียงประมาณ 5–6% เท่านั้น จึงเห็นได้ว่าการมีสิทธิอยู่ในกฎหมายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ รัฐจำเป็นต้องออกแบบระบบให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายและได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้น

ข้อเสนอปฏิรูปโทษปรับเพื่อความเป็นธรรม

แนวทางปฏิรูปที่เสนอมีเป้าหมายเพื่อแยกผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับออกจากผู้ที่มีทรัพย์สินแต่จงใจหลีกเลี่ยงการจ่าย โดยมีหลักการสำคัญดังนี้

  • ใช้ทรัพย์สินเป็นกลไกบังคับคดี ไม่ควรนำเสรีภาพของมนุษย์มาแลกกับเงินค่าปรับ หากผู้กระทำผิดมีทรัพย์สินแต่ไม่ยอมจ่าย ควรใช้การสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ หรืออายัดสิทธิเรียกร้องตามขั้นตอนกฎหมาย
  • เปิดทางให้ผ่อนชำระ การไม่มีเงินก้อนในทันทีไม่ได้แปลว่าไม่มีความสามารถในการจ่าย ศาลควรมีอำนาจกำหนดให้ชำระเป็นงวดได้โดยไม่ต้องรอให้จำเลยยื่นคำร้องเอง
  • จัดให้มีงานบริการสังคม สำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถชำระเงินจริง โดยกำหนดอัตราทดแทนที่เหมาะสม เช่น 500 บาทต่อวัน เพื่อให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบต่อสังคมโดยไม่ต้องถูกส่งเข้าเรือนจำ
  • ให้ศาลแจ้งสิทธิเชิงรุก จำเลยควรได้รับทราบสิทธิในการผ่อนชำระและทำงานบริการสังคมอย่างชัดเจน ศาลไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนต้องรู้กฎหมายและร้องขอด้วยตนเอง
  • ให้ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นมีส่วนร่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมสามารถช่วยจัดหางานบริการสังคมและติดตามผล ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ

อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือการนำรูปแบบการแจ้งสิทธิที่คล้ายกับ Miranda Warning มาประยุกต์ใช้ในศาล โดยให้ผู้พิพากษาแจ้งแก่จำเลยอย่างเป็นมาตรฐานว่า มีสิทธิผ่อนชำระ มีสิทธิทำงานบริการสังคม และหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะมีมาตรการบังคับอย่างไร วิธีนี้ช่วยลดปัญหาคนไม่รู้สิทธิ และสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

ยึดทรัพย์คนมีเงินเบี้ยวค่าปรับ แยกจากคนจนไม่มีเงินจริง

ข้อเสนอไม่ได้หมายความว่าผู้มีฐานะจะสามารถหลีกเลี่ยงการลงโทษได้ ตรงกันข้าม ระบบใหม่ควรมีกลไกตรวจสอบที่จริงจัง หากพบว่าจำเลยมีทรัพย์สินหรือแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ อัยการสามารถดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ หรืออายัดสิทธิเรียกร้องได้ รวมถึงมีมาตรการบังคับโทษย้อนหลังหากผู้ที่อ้างว่าไม่มีเงินได้รับอนุญาตให้ทำงานบริการสังคม แต่ภายหลังพบว่าจงใจปกปิดทรัพย์สิน

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การยกเลิกความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แต่เป็นการทำให้กฎหมายบังคับใช้อย่างเสมอภาคและได้สัดส่วน การทำงานบริการสังคมไม่ใช่การยกเว้นโทษ เพราะผู้กระทำผิดยังต้องชดใช้ความผิดผ่านการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพียงแต่ไม่ใช้การสูญเสียเสรีภาพเป็นเครื่องมือกับผู้ที่ไม่มีเงิน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ศึกษาแนวทาง Day Release ของเยอรมนี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังในคดีไม่ร้ายแรงและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ออกไปทำงานหรือประกอบอาชีพในช่วงกลางวัน ก่อนกลับเข้าสถานที่ควบคุมตัวในเวลากลางคืน แนวทางนี้อาจช่วยรักษาการจ้างงาน ลดผลกระทบต่อครอบครัว และทำให้ผู้ถูกลงโทษยังสามารถหารายได้เพื่อดูแลคนในบ้านได้

กฎหมายใหม่ควรออกแบบให้คนเข้าถึงสิทธิได้จริง

หัวใจของการปฏิรูปคือการทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่ซ้ำเติมความยากจน หากศาลมีหน้าที่แจ้งสิทธิอย่างชัดเจน มีระบบผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น และมีงานบริการสังคมที่กระจายอยู่ในชุมชน ผู้ถูกลงโทษจะมีทางเลือกที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐก็ยังสามารถติดตามผู้ที่จงใจไม่จ่ายค่าปรับผ่านการบังคับคดีกับทรัพย์สินได้

ข้อเสนอของนางรัดเกล้าอาจยังต้องผ่านการพิจารณาและปรับปรุงรายละเอียดอีกหลายขั้นตอน แต่ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมถกเถียงว่า การลงโทษควรมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขพฤติกรรมและรักษาความเป็นธรรม ไม่ใช่ทำให้คนจนสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะไม่มีเงินก้อน ดังนั้น การแยกคนมีเงินแต่ไม่จ่ายออกจากคนที่ไม่มีเงินจริง จึงเป็นหลักสำคัญที่กฎหมายควรให้ความสำคัญ

มุมมองส่งท้าย: การปฏิรูปโทษปรับจะเกิดผลได้จริงเมื่อทุกหน่วยงานร่วมกันสร้างระบบที่โปร่งใส เข้าถึงง่าย และไม่เลือกปฏิบัติ หากคุณเห็นว่าความยุติธรรมควรเท่าเทียมสำหรับทุกคน ลองติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – ‘รัดเกล้า’ ชูปฏิรูปโทษปรับคดีเล็ก เปลี่ยนกักขังเป็นบริการสังคม จ่อใช้มาตรการยึดทรัพย์คนรวยเบี้ยวจ่าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *