รัดเกล้า กระทุ้ง พม. รื้อระบบดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว

ประเด็น รัดเกล้า กระทุ้ง พม. รื้อระบบดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว กลายเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง หลังนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวทั่วประเทศ

ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวไม่ได้หมายถึงแม่ที่เลี้ยงลูกเพียงลำพังเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงพ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ปกครองที่ต้องดูแลเด็กแทนพ่อแม่ รวมถึงครอบครัวของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ซึ่งกำลังเผชิญทั้งปัญหารายได้ไม่เพียงพอ ภาระการดูแลบุตร และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการจากรัฐ

รัดเกล้า กระทุ้ง พม. รื้อระบบดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว

นางรัดเกล้าสะท้อนว่า ผู้หญิงไทยจำนวนมากในกลุ่มเปราะบางต้องรับภาระเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและดูแลลูกด้วยตัวเอง แม้ภาครัฐจะมีโครงการสร้างงานสร้างอาชีพ แต่การช่วยเหลือด้านรายได้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ตอบโจทย์ เพราะอุปสรรคสำคัญของครอบครัวเหล่านี้คือ “เวลา” หากไม่มีคนดูแลเด็ก พ่อหรือแม่ก็ไม่สามารถออกไปทำงานได้อย่างเต็มที่

รัดเกล้า กระทุ้ง พม. รื้อระบบดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ เงิน เวลา และนโยบาย โดยทั้งสามเรื่องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน หากครอบครัวมีรายได้แต่ไม่มีเวลาไปทำงาน รายได้นั้นก็ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกัน หากมีศูนย์ดูแลเด็กแต่เข้าถึงยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง ผู้ปกครองก็ยังไม่สามารถใช้บริการได้เต็มที่

  • ด้านเงิน: ควรพัฒนาสวัสดิการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก และสนับสนุนทุนประกอบอาชีพที่เหมาะกับเวลาของผู้ปกครอง
  • ด้านเวลา: ควรมีศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กที่ได้มาตรฐาน อยู่ใกล้ชุมชน และเปิดให้บริการสอดคล้องกับเวลาทำงานของพ่อแม่
  • ด้านนโยบาย: ควรปรับกฎหมายและระเบียบที่ซับซ้อน เพื่อให้ครอบครัวเข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐได้สะดวกขึ้น

ประเด็นเรื่องศูนย์รับเลี้ยงเด็กถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะช่วยลดการสูญเสียโอกาสในชีวิตของพ่อแม่และเด็ก จากการหารือกับประเทศญี่ปุ่นพบว่า ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลงไม่ได้เกิดจากเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับโอกาสในการทำงานและการใช้ชีวิต หากพ่อแม่มั่นใจว่ามีสถานที่ดูแลลูกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ก็จะสามารถทำงานควบคู่กับการเลี้ยงดูบุตรได้ดีขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นจากระบบสวัสดิการ เพราะติดข้อจำกัดด้านเอกสารและสิทธิการรักษาพยาบาล ตัวอย่างที่นางรัดเกล้าหยิบยกขึ้นมาเล่าคือกรณีเด็กเล็กซึ่งอยู่กับยาย เด็กมีบาดแผลและปัญหาสุขภาพ แต่การย้ายสิทธิการรักษากลับทำได้ยาก เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มารดาเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งที่ไม่สามารถติดตามตัวแม่ได้แล้ว

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระบบช่วยเหลือที่ดีไม่ควรพิจารณาเพียงว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตามเอกสาร แต่ต้องมองความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก หากเด็กอยู่ในภาวะเสี่ยง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีอำนาจและกระบวนการที่รวดเร็วในการเข้าช่วยเหลือ โดยไม่ปล่อยให้ขั้นตอนทางกฎหมายกลายเป็นกำแพง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รับข้อมูลกรณีดังกล่าวทันที และเตรียมส่งทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางภายในกระทรวง รวมถึงการประสานข้อมูลระหว่างกระทรวง เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและสวัสดิการตรงกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง

การแก้ปัญหาครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวจึงควรเดินหน้าแบบบูรณาการ ไม่ใช่แยกส่วนระหว่างเงินช่วยเหลือ การจ้างงาน การดูแลเด็ก สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางกฎหมาย ทุกหน่วยงานควรใช้ข้อมูลร่วมกันและออกแบบบริการที่เข้าใจชีวิตจริงของผู้ปกครอง เพราะแต่ละครอบครัวมีเงื่อนไขแตกต่างกัน

ท้ายที่สุด การผลักดันเรื่องนี้จะเกิดผลได้เมื่อเสียงของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวถูกนำไปใช้ในการออกแบบนโยบายอย่างจริงจัง สังคมสามารถช่วยกันติดตามการทำงานของภาครัฐและสนับสนุนบริการในชุมชน เพื่อให้พ่อแม่มีโอกาสทำงาน เด็กได้รับการดูแล และทุกครอบครัวเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม

ข้อคิดสำคัญคือ การดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่ภาระของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ชุมชน และสังคม หากพบเด็กหรือครอบครัวที่กำลังเดือดร้อน ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ที่มา – “รัดเกล้า” กระทุ้ง พม. รื้อระบบดูแล “ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *