ราคาน้ำมันโลกพุ่งอีก 3% หลังสหรัฐถล่มอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9
ราคาน้ำมันโลกพุ่งอีก 3% หลังสหรัฐถล่มอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ราคาน้ำมันโลกพุ่งอีก 3% หลังสหรัฐถล่มอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 ติดต่อกัน สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลกถึงเสถียรภาพของราคาพลังงานในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันทางทะเล
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดพลังงานโลก
ความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาดน้ำมันดิบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาดโลก ได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 3% ไปแตะระดับที่ 90.78 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 3,056.56 บาท ในขณะที่ฝั่งน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส อินเทอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ เองก็ไม่น้อยหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3% ไปอยู่ที่ 84.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,856.90 บาท
สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนรุนแรงเช่นนี้ เกิดจากปฏิบัติการที่ศูนย์บัญชาการกลางกองทัพสหรัฐ (เซนต์คอม) ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 แล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการบั่นทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน ไม่ให้สามารถข่มขู่หรือโจมตีเรือขนส่งน้ำมันที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อีกต่อไป
สิ่งที่คุณควรจับตามองหลังจากนี้
- ราคาน้ำมันอาจมีความผันผวนสูงหากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย
- ผู้บริโภคและภาคธุรกิจควรเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเนื่องจากเหตุการณ์นี้อาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศ
ในมุมมองวิเคราะห์ สถานการณ์ดังกล่าวนับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยากจะควบคุม หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างออกไป เราอาจเห็นราคาน้ำมันทดสอบระดับราคาที่สูงขึ้นกว่านี้ได้อีก การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานจึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้
ที่มา – ราคาน้ำมันโลกพุ่งอีก 3% หลังสหรัฐถล่มอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9