รู้จักไวรัสฮันตา อาการ การป้องกัน และความเสี่ยง

รู้จักไวรัสฮันตา โรคติดเชื้อจากสัตว์ฟันแทะที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย แม้จะพบไม่บ่อย แต่เชื้อชนิดนี้สามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจและไตได้ โดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสหนูหรือพื้นที่ซึ่งมีสิ่งขับถ่ายของหนูเป็นประจำ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุ วิธีติดต่อ อาการที่ควรเฝ้าระวัง และแนวทางป้องกันอย่างถูกต้อง

รู้จักไวรัสฮันตาและแหล่งกำเนิดของเชื้อ

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นเชื้อไวรัสในสกุล Hantaviridae ซึ่งพบได้ในหนูและสัตว์ฟันแทะบางชนิด สัตว์เหล่านี้อาจมีเชื้ออยู่ในปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลาย โดยบางสายพันธุ์สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนและทำให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงได้ เชื้อไวรัสฮันตาถือเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่ควรเฝ้าระวัง เพราะผู้ติดเชื้อในระยะแรกอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ทำให้มองข้ามสัญญาณอันตรายได้ง่าย

ไวรัสฮันตาติดต่อสู่คนได้อย่างไร

การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องกวาดหรือทำความสะอาดห้องเก็บของ บ้านร้าง โกดัง หรือพื้นที่อับที่มีหนูอาศัยอยู่ หากทำให้สิ่งสกปรกฟุ้งกระจาย เชื้อก็อาจเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้

นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งขับถ่ายของหนู ผ่านบาดแผล รอยขีดข่วน เยื่อบุตา หรือจากการถูกหนูที่มีเชื้อกัดและข่วน การสัมผัสโดยตรงจึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และควรล้างมือด้วยสบู่หลังจับต้องสิ่งของในบริเวณที่อาจมีหนู

อาการของโรคจากไวรัสฮันตา

อาการของโรคจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์และพื้นที่ที่พบเชื้อ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลัก ได้แก่ กลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือ Hantavirus Pulmonary Syndrome ซึ่งพบได้บ่อยในทวีปอเมริกา และกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต หรือ Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome ซึ่งพบได้บ่อยในทวีปเอเชียและยุโรป

  • ระยะแรกของกลุ่มอาการทางเดินหายใจ: ผู้ป่วยมักมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังและต้นขา รวมถึงคลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายเหลว
  • ระยะรุนแรง: หลังเริ่มป่วยประมาณ 4-10 วัน อาจมีอาการไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เนื่องจากมีน้ำคั่งในปอด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจเข้าสู่ภาวะช็อก
  • กลุ่มอาการร่วมกับไต: มักมีไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน หน้าแดง ตาแดง หรือมีจุดเลือดออกตามตัว
  • อาการระยะวิกฤต: อาจเกิดเลือดออกผิดปกติ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะน้อยหรือไม่ออก ตัวบวม และช็อกจากการเสียเลือด

แม้อาการเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่หากมีประวัติสัมผัสหนูหรือทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลหนู แล้วมีไข้สูงร่วมกับหายใจลำบาก ปัสสาวะน้อย หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที การแจ้งประวัติเสี่ยงให้แพทย์ทราบจะช่วยให้ประเมินโรคและวางแผนรักษาได้เหมาะสม

การรักษาและการป้องกันไวรัสฮันตา

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสจำเพาะสำหรับโรคนี้ การรักษาจึงเน้นดูแลตามอาการ ควบคุมภาวะแทรกซ้อน และเฝ้าระวังการทำงานของปอด ไต และระบบไหลเวียนโลหิต ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล ดังนั้นการพบแพทย์เร็วเมื่อมีอาการผิดปกติจึงมีความสำคัญมาก

การป้องกันทำได้ด้วยการลดโอกาสสัมผัสหนูและสิ่งขับถ่ายของหนู โดยดูแลบ้านและที่ทำงานให้สะอาด ไม่วางอาหารทิ้งไว้ และเก็บอาหารในภาชนะที่ปิดสนิท ควรอุดรอยรั่วหรือช่องทางต่าง ๆ ที่หนูสามารถเข้ามาในอาคารได้ รวมถึงกำจัดขยะและเศษอาหารอย่างเหมาะสม

  • เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทก่อนเข้าไปทำความสะอาดพื้นที่อับหรือห้องที่ปิดไว้นาน
  • สวมหน้ากากและถุงมือเมื่อต้องจัดการบริเวณที่อาจมีมูลหนู
  • ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือทำให้พื้นผิวเปียกก่อนเช็ด เพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
  • ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดแทนการกวาดหรือดูดฝุ่น
  • ล้างมือด้วยสบู่หลังถอดถุงมือและหลังทำความสะอาดทุกครั้ง

รู้จักไวรัสฮันตา ไว้ตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้เราป้องกันตนเองและคนในครอบครัวได้ดีขึ้น หากมีไข้สูงหลังสัมผัสหนู อย่ารอให้อาการรุนแรง ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพราะการสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีคือกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

ที่มา – รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *